ทุกข์มีให้เห็น

posted on 22 May 2008 11:54 by stonezoup  in MyLifeStories

20 พ.ค. 51

            ออกจากบ้านไปประชุมแต่เช้า

            รับบรีฟงานไม่กี่คำถึงกับตกใจ!

งานจะใช้ก็ประมาณเดือนมีนาปีหน้า บรีฟกันตั้งแต่ตอนนี้เลย ทำอย่างกะจะสร้างคอนโดฯ

“อ๋อ... ป่าวหรอก เจ้านายเขาเร่งมา เขาอยากเห็นว่าแบบจะรูปร่างหน้าตาออกมาเป็นไง” ลูกค้าบอก

            เอ้า...ว่าไงก็ว่าตามกัน เข้าใจครับไอ้เรื่องทำตามอารมณ์ของเจ้านายเนี่ย

“แต่ผมขอเสนอราคาก่อนก็แล้วกันนะครับ ราคาผ่านค่อยว่ากันเรื่องแบบ”

ลูกค้าบอกไม่มีปัญหา อาทิตย์หน้าเจอกัน ประชุมอีกรอบ

 

            แล้วก็มาถึงเรื่องที่เก็บอยู่ในใจเอาไว้เสียหลายวัน

“พี่ครับ ผมกำลังจะปิดบริษัท” เห็นลูกค้ากำลังเผลอๆ ผมซัดเข้าเต็มข้อเลย

“เฮ้ย” ลูกค้าถึงกับผงะ ทำหน้าตกใจ ร้องลั่น “ทำไมล่ะ”

            “ก็งานที่ผมรับทำให้พี่น่ะ รายจ่ายตกเล่มละ 600,000 รายได้ไม่มีเลย แล้วผมจะหาเอาจากที่ไหนมาจ่ายอ่ะครับ บริษัทมันเลยเจ๊งครับ”

            ขยายความกันลืม คือ รับทำนิตยสารให้ลูกค้า แต่ละฉบับจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 600,000 บาท รายได้ส่วนหนึ่งลูกค้าออกให้ ที่เหลือให้ผมออกเอง โดยไปหารายได้ทดแทนส่วนที่หายไปจากการขายโฆษณาและอื่นๆ จะทำวิธีไหนก็ตามใจ

            ก็ทำตามใจมันทุกวิธีแต่มันก็หารายได้ไม่ได้จริงๆ เลยต้องปิดบริษัท บอกลูกค้าไปว่าทำไม่ไหวจริงๆ

            “ทำไมไม่ยอมบอกพี่ก่อน จะได้ช่วยหาวิธี” พี่เขาเหมือนจะยื้อ

            “ผมก็เกรงใจครับ” ก็เรื่องของเรา จะให้ลูกค้าไปรับภาระก็ยังไงอยู่ เราก็คิดว่าจัดการเองได้ “ไม่กล้าบอก ก็พยายามเต็มที่ คิดว่าคงจะแก้ปัญหาได้ แต่มันแก้ไม่ได้จริงๆครับ”

            “อืมม์...” ลูกค้าถึงกับอึ้งกิมกี่

            “พี่ไม่สงสัยเลยหรือครับว่าทำไม ผมวิ่งไปสัมภาษณ์ ทำคอลัมน์คนเดียว วิ่งไปรับ-ส่งปรู๊ฟเอง ออกแบบ-จัดหน้าเอง เล่มที่ผ่านมาหนา 100 หน้า ผมทั้งเขียน ทั้งสัมภาษณ์ ทำคนเดียวทั้งเล่มเลยนะน่ะ”

            “เออ..พี่ก็ถึงว่า พักหลังเห็นวิ่งส่งเอกสารเอง”

            “ใช่ครับพี่ เป็นแมสเซนเจอร์ด้วย... พี่ไม่รู้ แสดงว่าผมเนียนใช้ได้นะ ทำงานคนเดียว เหมือนใช้คนทำทั้งบริษัท 555”

            “จะขำทำไม ปิดบริษัท?

            “แหม...พี่ บริษัทมันจะปิดก็ต้องปิด ทำไม่ไหวเราก็อย่าฝืนทำ” ผมยิ้ม

            “ไม่เสียใจเหรอ”

            “ไม่ครับ ผมทำเต็มที่ ทำดีที่สุดแล้ว ภูมิใจมากกว่า บริษัทปิด แต่ผมยังอยู่”

            “เอองั้นพี่ขอโทษด้วยที่ต้องทำให้ปิดบริษัท ไว้เราต้องเอาเรื่องนี้เข้าห้องประชุม เรื่องใหญ่นะเนี่ย คงต้องคุยกันหลายฝ่าย”

            “โอเคครับ รบกวนพี่ด้วยนะครับ”

            พอออกมาจากออฟฟิศลูกค้าแล้วรู้สึกสบายใจเหมือนใส่เจเพรส แถมมีความรู้สึกภูมิใจเจือปนอยู่พอประมาณ

            สบายใจที่ได้พูดความจริงแล้วลูกค้ารับฟังอีกทั้งยังเข้าใจ

            ภูมิใจที่ผ่านมาได้ทำงานชิ้นนี้อย่างเต็มกำลัง

ทั้งที่ตอนรับงานชิ้นนี้มา มันแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะมีโอกาสได้กำไรตอบแทนเป็นเงินทอง

ขาดทุนเห็นๆน่ะว่างั้น แต่ก็ทะลึ่งยังอยากจะทำ พอได้ทำก็ทำอย่างเต็มกำลังโดยไม่สนใจว่าจะได้เงินมากน้อย

            อารมณ์เหมือนคนมีอันจะกินทำงาน จะทำอ่ะใครจะทำไม

ตอนที่ทำก็รู้สึกสนุกกับงานจริงๆ คงเพราะมันเป็ฯการทำงานเพื่องานมากกว่าทำเพื่อเงิน (มิน่าบริษัทมันถึงต้องปิดตัว 555) และตอนนี้มันก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า แม้มันจะไม่ได้เงิน แต่สิ่งที่ได้กลับมามันมีคุณค่าและเจ๋งยิ่งกว่าคือความเข้าใจ-เห็นใจและไว้เนื้อเชื่อใจจากลูกค้า

ลูกค้าจะเข้าใจเรานี่ว่ายากแล้วนะ เห็นใจนี่ยากยิ่งกว่าอีก เรื่องเชื่อใจ ไม่ต้องพูดถึง โคตรยาก

            ทีแรกก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าเขาจะเข้าใจไหม มันก็มีโอกาสอยู่มากที่เขาจะไม่สนใจเพราะมันเป็นปัญหาของเรา

แต่ดูๆแล้วหลังจากวันนี้ที่ได้พูดคุยกัน เรื่องก็น่าจะผ่านไปด้วยดี ที่เหลือคงต้องไปลุ้นต่อในที่ประชุมว่าเสียงส่วนรวมจะว่าอย่างไร

 

            สบาย..ตัวปลิวไปส่งงานอีกที่ด้วยความรีบร้อน กระเหี้ยนกระหือรือ เพราะใกล้จะเที่ยงแล้ว

            ไม่ได้หิว แต่สถานที่ต่อไปที่ต้องไปส่งงานมันคือ ม.หอการค้า

            สถาบันที่อุดมไปด้วยสาวๆในชุดนักศึกษารัดรูป โอ้ว...แม่เจ้าโว้ย แค่คิดเลือดกำเดาก็พาลจะไหลเสียให้ได้ – เอ..สงสัยจะติดนิสัยไอ้ตุ๊มานะเนี่ย

เช่นนั้น ถ้าไปถึงที่ม.เลยเวลาเที่ยงซึ่งไม่ใช่เวลาพัก สาวๆหน้าตาจิ้มลิ้มอาจจะมีปริมาณน้อย ดีมานไม่สัมพันธ์กับซัพพลายไม่พอต่อการบริหารสายตา ต้องไปตอนเที่ยงเนี่ยแหละ เต็มๆรับรอง

            ลั้นลา...อากาศดี สตรีเยอะ

1 ชม.ที่เต็มไปด้วยสาวๆ แหม..เล่นเอาซะตาเข - อ่ะ...ล้อเล่น

            ส่งงานเสร็จรีบกลับมารับแฟน พาไปทานมื้อเที่ยง ก่อนจะไปหาลูกค้าอีกที่ก่อนแวะกลับบ้าน

            ตกเย็นมีลูกค้าสายการบินโทรมาให้ไปรับงานอีกชิ้น

           

            ก่อนนอนถามแฟนว่า “เอ๊ะ! ทำไมเต็งดูเปลี่ยนไป อ๋อ...เพราะเต็งใช้พอนด์เอจมิราเคิลนี่เอง มิน่าถึงได้ดูเปลี่ยนไป”

            “ยัง! ยังไม่ได้ใช้ เพิ่งซื้อมาวันนี้เอง ยังไม่ทันเปิดฝาเลย”

            “แหม...ของเขาดีจริงๆนะแค่ซื้อมา ยังไม่ทันใช้ก็เริ่มดูเปลี่ยนไปซะแระ อิอิ”

 

ปล. วันก่อนไปอ่านเจอว่าให้ set ค่าอะไรบางอย่างในเครื่องเพื่อเพิ่มสปีดให้ adsl - ก็ลองทำตาม ปรากฎว่าวันนี้เนตช้าผิดปกติ เลยลองไปปรับให้ค่าเท่าเดิม หูย..เนตเร็วขึ้นทันตาเห็น

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าไปหลงเชื่อทำตามอะไรง่ายๆถ้าไม่รู้หรือไม่เข้าใจจริงๆ

set มั่วซั่ว ดีนะที่เครื่องไม่เจ๊งจนต้องเอาไปซ่อมเสียก่อน

 

            แฟนไปอ่านเจอในนิตยสารมารีแคลร์ เล่าให้ฟังว่าที่ประเทศเล็กๆประเทศหนึ่ง ฐานะยากจนมาก เลยทำให้ประชากรผู้ชายส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดของประเทศนี้ต้องขายบริการทางเพศให้กับผู้หญิง

แหม...ช่างคิดจริง ชอบขายตัวงี้น่าจะมาอยู่เมืองไทย มาขายเสียง หรือปลอมวุฒิการศึกษาไปเป็นสส.ก็ได้ แป๊บๆก็มีคนมาซื้อตัวไปอยู่พรรคนั้นพรรคนี้แล้ว – สบาย

ผู้หญิงที่มาซื้อบริการส่วนมากก็มาจากโลกตะวันตกเดินทางหลั่งไหลเข้าคิวกันมาใช้บริการ เว่อร์ไป...ไม่ขนาดนั้น แต่เห็นบอกว่านั่งเครื่องบินข้ามประเทศมาใช้บริการกันมากจริงๆ จนสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับผู้ชายในประเทศนั้นกันเลยทีเดียว

            แฟนว่าแปลกและถามผมว่าแปลกไหม

            ผมบอกว่าไม่แปลก แฟนไม่เห็นด้วย บอกว่าเราต้องเห็นว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องแปลกสิ ไปยอมรับได้อย่างไร

            ผมบอกว่าไม่แปลกหรอก แต่เราไม่ควรจะให้มันเกิดขึ้นต่างหาก แล้วเราจะยอมรับหรือไม่ยอมรับมันก็เกิดขึ้นแล้ว

ในบ้านเราก็มี

แฟนทำหน้างง ได้ทีเลยอธิบายต่อ

            ไม่แปลกเพราะเป็นที่รู้กันดีว่าโลกฝั่งตะวันตกเป็นโลกระบบทุนนิยม เป็นโลกที่เร่งรีบ ทุกคนมุ่งมั่นหาเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อจะได้ซื้อสิ่งอำนวยความสะดวก หวังว่ามันจะสร้างความสุขสบายให้กับชีวิต

ซึ่งมันก็ให้ความสุขสบายจริง แต่มันเป็นแค่เพียงภายนอกเท่านั้น ไม่ใช่ความสุขที่แท้ แหม...ชักจะพูดเหมือนพระเข้าไปทุกที แต่มันจริงนี่หว่า

สุขสบายแต่ชีวิตแห้งแล้ง

พวกเธอเลยต้องการความสุขที่แท้มาเติมเต็มให้กับชีวิต

            แต่บางคนก็ยังตามืดบอด โอ้โหหมั่นไส้ตัวเองจริงๆดูใช้สำนวน คิดว่าการเอาเงินไปซื้อหาบริการจากผู้ชายประเทศนั้นมันคือความสุขที่ขาดหายไป

            คือไปยึดติดกับความสุขปลอมๆไง

ความสุขที่คนชายขายบริการที่มอบให้ด้วยการดูแลเอาใจใส่ปรนนิบัติอย่างดี ไม่ว่าคนซื้อบริการจะแก่ จะอ้วน อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นความสุขแบบปลอมๆ สุขแบบชั่วคราว คนขายก็ทำตามหน้าที่ ทำไปตามแรงขับของการอยากได้ค่าตอบแทน

            พูดบ้านๆก็เห็นแก่เงิน ซึ่งก็ไม่ต่างจากคนซื้อสักเท่าไร เป็นอันว่าหลงทั้งคู่ ทั้งคนซื้อ คนขาย ดีไม่ดีนะ พวกที่ขายบริการพอได้เงินมาก็ไปโดนมงโดนเมีย โดนแฟนหลอกอีกต่อหนึ่ง

            มันก็เหมือนกรณีหญิงขายบริการหรือเมียเช่าในบ้านเรา

แรกก็อาจจะทำไปเพราะความยากจน เห็นคนอื่น เห็นเพื่อนทำแล้วมีรายได้ดี เอาเงินไปซื้อหาสิ่งของมาเชิดหน้าชูตา

            แรกเข้าวงการก็เพราะความลำบาก อยากมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว

            แต่พอทำๆไป เอ๊ะ! ชักยังไง ครอบครัวก็ไม่ได้ยากลำบากเหมือนเดิม เงินทองก็มีแล้ว แต่ไหงออกจากวงการไม่ได้สักที

มีผัวมีแฟนกะเขาสักคนก็ดันสูบเลือดสูบเนื้อทำตัวเป็นสรรพากรไป

คนเหล่านี้ออกแนวติดกับดักความโลภ ติดกับดักความไม่รู้จักพอของตัวเอง

            นี่แหละคือสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

ตั้งแต่แรกถ้ามองเห็นความไม่รู้จักพอ วงจรนี้ก็จะไม่เกิด

คนซื้อไม่บ้าหาเงินจนรู้สึกเหมือนชีวิตขาดหายอะไรไป

คนขายก็ไม่บ้าขายกันตะพึดขายกันจนเอวเคล็ดเข่าเสื่อม เป็นอ๊งเป็นเอดส์ก็ว่ากันไป

            สำหรับพวกเขาและเธอทั้งหลายเหล่านั้นถ้ามีเวลาหยุดคิดสักนิด มองให้เห็นความจริงแห่งชีวิตว่า ความสุขที่แท้ไม่ต้องเสียเงินซื้อหาสักบาทเดียว

มันอยู่แค่เพียงลมหายใจปลายจมูกของเราทุกคนนี่เอง

            จะหาเงินก็หาไป ทำไมต้องให้เงินมาทำร้ายเรา?

            เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะทุกข์

            ทุกข์มีให้เห็น ไม่ได้มีให้เป็น

พลอยสุข

posted on 21 May 2008 09:10 by stonezoup  in MyLifeStories

18 พ.ค. 51

            ช่วงนี้ชีวิตมีสีสันมาก

            วันๆ เอาแต่นั่งออกแบบ จัดหน้า สั่งสี จะเอาสีนั้น ไม่เอาสีนี้ วุ่นวายไปหมด โชคดีดีที่ตอนนี้มีอินเตอร์เนตทำให้งานสั่งสีง่ายขึ้นสำหรับนักออกแบบง่อยๆ อย่างผม ที่ไม่เคยจำทฤษฎีสีได้เลยแม้ว่าจะทำงานมานานนับสิบปีแล้วก็ตาม

            อินเตอร์เนตทำให้การสั่งสี เลือกสีง่ายขึ้นเพราะมีเว็บอย่าง colorhunter.com ที่เราสามารถอัพรูปขึ้นไปให้มันบอกว่าในรูปมีสีอะไรให้บ้าง

            ได้สีแล้วเราอาจจะนำไปเลือกโทน ดูคู่สี ที่ colorlovers.com เว็บนี้จะมีธีมสีมาให้

            แต่ที่ผมใช้บ่อยที่สุด เลือกตามทฤษฎีสี ต้องเว็บนี้เลย kulor.adobe.com เป็นเว็บของอโดบี ใส่สีไปแล้วมันจะให้เราเลือกเอาตามทฤษฎีเลย จะเอาแบบไหน mono อะไรก็เลือกตามใจชอบ

            ทำงานเพลินๆ เพลียๆ นึกอยากจะออกนอกห้องทำงานไปสูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง พยายามจะเดินออกจากประตูห้องทำงานก็ทำไม่ได้ เพราะนั่งทำงานนานเกินไปจนตูดบาน แม้จะพยายามขมิบตูดก็แล้วก็ยังช่วยลดขนาดตูดบานๆไม่ได้สักเท่าไร

            ตอนนี้พยามทำงานไป ส่ายตูดบริหารไป เพื่อกระชับสัดส่วน คาดว่าวิสาขบูชาหน้าคงจะออกจากห้องไปส่งงานได้ จะบ้าตาย

 

19 พ.ค. 51

            ถึงจะรู้อยู่เต็มอกฟี้บๆว่าเรื่องมันจะต้องออกมาเป็นแบบนี้ แต่ก็นะ ยังไงอยากลองเสี่ยงอยู่ดี...

            งานด่วนมันทำให้ผมต้องคลุกคลีตีโมงอยู่แต่ในห้องทำงาน ไม่ได้พูดคุยกับสุดที่รักเลย เว้นเฉพาะตอนทานอาหาร ที่เธอจะเคาะๆจานแล้วผมก็วิ่งออกจากห้องไป เฮ้ย...นั่นมันหมาแล้ว

            จนเธอเดินเข้ามาในห้องทำงานแล้วถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม ผมลังเลอยู่นิดหนึ่ง แล้วก็บอกให้เธอช่วยออกแบบอย่างที่เธออยากทำ อยากทำแบบไหนทำไปเลยเดี๋ยวช่วยดูให้

            ที่ลังเลเพราะรู้ว่าอะไรมันจะเกิดตามมา...

            ลองทายดูเล่นๆ ไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา อ๋อไรนะ ขี้เกียจทายเหรอ เสียเวลา แหม...ไม่มีส่วนร่วมเลยพ่อคุณ

            ที่ผมให้เธอช่วยเพราะอยากให้เราได้นั่งอยู่ใกล้กัน... ไม่ใช่พ่อไปทาง แม่ไปทาง ครอบครัวมีปัญหา

            เราสองคนมักจะอยู่ในรัศมีพอได้กลิ่นกัน เรียกว่าคิดถึงกันจะได้เดินมาดมๆกลิ่นกันพอหายคิดถึง เฮ้ย...คนหรือวะนั่น

            เอาเป็นว่าเราชอบอยู่ใกล้กัน – ส่วนใหญ่นะ

            เอิ่ม...ยกเว้นตอนขี้นะ ที่เราจะไม่ก้าวก่ายทำลายสมาธิในการขี้ซึ่งกันและกัน เป็นสนธิสัญญาอุจจาระระหว่างเรา

            ถึงจะเป็นแฟน แต่ก็ทำแทนกันไม่ได้ จริงๆ เรื่องนี้

            หลังจากนั้น เธอก็ใช้เวลานานพอสมควรในการจัดหน้าคอลัมน์ๆหนึ่ง แต่ก็ดูท่าเหมือนว่าจะทำยังไงก็ยังไม่ได้ดั่งใจ ทำไงก็ไม่สวยจนพอใจนัก แอบมองเห็นว่าทำเอาไว้หลายแบบ จนหันมาถามผมว่าเป็นไงให้ช่วยออกความเห็นหน่อย

ไอ้กระผมรู้ทั้งรู้ว่าถ้าพูดจริงแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ดันทะลึ่งพูดไปตามจริง ว่าการออกแบบนิตยสารมันควรจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันในแต่ละคอลัมน์ตลอดทั้งเล่ม

คอลัมน์ที่เธอทำมันดูต่างจากคอลัมน์อื่นๆที่ผมทำ แต่ปรับรายละเอียดอีกนิดหน่อยก็คงใช้ได้

            ผมหยุดนิดหนึ่งเพื่อหยั่งเชิงและสังเกตบางอย่าง

บรรยากาศมาคุเริ่มก่อตัว มวลสารหนักๆกดทับที่บ่าเหมือนโดนผีชัตเตอร์ขี่คอ

เธอเริ่มออกอาการตึงๆ อ้า...แฟนผมกลายเป็นอ่าง เถิดเทิงไปแล้วหรือนี่ ตึงๆ มีเรื่องแล้ว...

            มันกำลังจะมีเรื่องจริงๆนั่นแหละ

สุดที่รักเริ่มมีอาการตึงๆไม่พอใจต่อคำวิจารณ์

            เห็นอย่างนี้อย่าคิดว่าผมจะหยุดนะ ไม่เลย คนมันหน้ามึน พูดต่ออัดเสียเต็มข้อเลยว่า ตอนที่เธอบอกว่าจะช่วย ผมลังเลคิดอยู่ว่าจะให้ช่วยดีไหม เพราะรู้ว่าถ้างานที่เธอตั้งใจทำแล้วผมไปปรับแก้ไข หรือ ไม่เอา กระทั่งวิพากษ์วิจารณ์เนี่ยมันจะเป็นยังไง

แต่ที่อยากให้ช่วยเพราะรู้ว่าเราทั้งคู่อยากอยู่ใกล้กัน

ผมยุ่ง (ก็หวีสิ แหม...หน้าสิ่วหน้าขวานยังมาตลก) เธอว่างไม่มีไรทำ เธอก็เหงา

ผมทำงาน จะเดินไปหา ไปพูดคุยมากด้วยก็ไม่ได้ เดี๋ยวงานไม่เสร็จ

           

            ที่แสดงความคิดเห็นออกไปมันเป็นข้อเท็จจริง ออกแนวสอนนิดๆหวังให้เป็นความรู้เผื่อว่าวันหน้าจะอยากทำอีกจะได้เข้าใจว่าวิธีคิดมันเป็นอย่างไร – ไม่ตั้งใจจะทำลายน้ำใจ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้คิดว่าคำพูดของผมจะรุนแรงถึงขั้นทำลายน้ำใจเธอ ไม่แม้แต่คิดจะตำหนิ

            แต่เรื่องบางเรื่องที่ผู้ชายไม่คิด ผู้หญิงเธอคิด เรียกว่าคิดไม่ถึงและเป็นสิ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตสองเพศนี้พอมาอยู่ด้วยกันแล้วมันมีสีสัน มันมีเสน่ห์

            แล้วเธอก็จบเหตุการณ์นี้ด้วยคำพูดที่เดาเอาไว้อยู่แล้วว่า “งั้นเต็งทำเองก็แล้วกัน”

            แป่ว...

            ผมยิ้ม “จ้ะ”

จากนั้นเธอก็ไม่เข้ามาในห้องทำงานของผมอีก ไม่สนใจ ไม่ถามไถ่ มีพูดด้วยบ้างเพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง

            เรื่องนี้เทพธิดาพยายามแนะนำว่าชาวเรือไม่ควรออกทะเลเพราะคลื่นลมไม่สงบฉันท์ใด ชาวเราก็ไม่ควรออกจากห้องไปปะทะอารมณ์ฉันท์นั้น – เข้าค่ายเก็บตัวอยู่ให้ห้องเหมือนเดิมแหละดีแล้ว

 

            จนวันนี้ตอนค่ำๆ ผมทำงานเสร็จ เดินยิ้มร่าหน้าแป้นแล้นทำเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้นไปบอกว่า “งานเสร็จแระ เต็งดีใจกะเค้าหน่อยดิ”

            เงียบ...ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก

โชคดีที่เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี หลังมื้ออาหารเลยได้นั่งคุยเล่นกับเธอต่อที่โต๊ะอาหารหลังจากไม่ได้ทำแบบนี้มาหลายมื้อ – ต้องรีบทำงานให้เสร็จ

            แล้วเธอก็พูดมากขึ้นหลังจากมึนตึงมานาน มันแสดงว่าเธอเริ่มจะอารมณ์ดีขึ้นแระ

เริ่มมีการเล่าเรื่องรายการทีวี รายการนั้น รายการนี้ที่เธอได้ดู เล่านู่นนี่นั่น

            เล่าว่าดูเรื่อง “เสียดาย2” ที่ท่านมุ้ยทำ บอกว่าหนังมันไม่เห็นจะดีตรงไหน(ผมคิดในใจ...ประเทศนี้ถ้าท่านมุ้ยทำหนังไม่ดีแล้วใครจะทำได้ดีอีกวะ)

เรียกว่าไม่เสียทีที่เป็นแฟนกันมานาน เหมือนจะรู้ใจว่าเราคิดอะไรอยู่ในใจ เธอถามผมขึ้นมาทันที “คิดว่าหนังมันดีไหม? มันดีตรงไหน?... ช่วยบอกหน่อย”

            นั่นแน่ มีการวางกับดับ... เพิ่งจะหายงอน จะเอาอีกแล้ว

ไม่ได้แอ้มๆผมสงวนท่าทีถามกลับ “แล้วเต็งว่าไง?

            “เค้าว่ามันน่าจะ....” แล้วเธอก็แสดงความเห็นยืดยาว ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วย ก็ทางก็หนังท่านมุ้ยก็เป็นงี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จะให้ทำเป็นหนังสารคดีให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์หรือไงจะบ้าตาย

            ทีแรกก็จำเนื้อเรื่องไม่ค่อยได้ แต่พอได้ฟังก็จำได้พอลางๆ

พยายามหยั่งเชิง ยิงด้วยคำถามว่า “ไม่ใช่หนังไม่ดี แต่มันไม่ถูกใจเต็งหรือเปล่า? ประมาณว่าคาดหวังให้หนังมันออกมาเป็นแนวนี้ แต่มันผิดคาด?

            “ไม่นะ..” แน๊ะ(กรุณาทำเสียงสูง)...ไม่ยอมๆ แถมยังให้เหตุผลจริงจัง เสียงแข็ง

แสดงว่าถ้าเสนอหน้าออกความเห็นแบบตรงข้ามก็เท่ากับเผลอไปเหยียบกับระเบิดเข้าทั้งที่เห็นอยู่ตำตา ขาขาดยันหัวแน่ ฮ่าๆๆๆ ไม่ได้แอ้มๆ

            ผมเลยได้แต่นั่งยิ้มฟังความเห็นของสุดที่รักแทนอย่างไม่มีปากเสียง เก็บความคิดเห็นของตัวเองเอาไว้ในใจ

            ในยามนี้คนไทยมีปัญหามากพออยู่แล้ว ไหนจะปัญหาชายแดนใต้ ไหนจะปัญหาการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไหนจะปัญหารมต.ทะลึ่งดันไปประกันราคาข้าว อย่าๆๆ อย่ามาชักศึกเข้าบ้าน อยู่กันแบบสงบ(ปากสงบคำดีกว่า)

            ผมนั่งเท้าคางมองเธอแสดงความคิดเห็นอย่างสนุกสนานเมื่อไม่มีอะไรไปขัดขวางราวกับต่อมวิจารณ์แตก พลางคิดอะไรในใจ

การได้เห็นเธอมีความสุขผมก็พลอยสุข และคิดต่ออีกว่า

            นี่แหละน๊า...คน ไม่ว่าจะชาย หรือ หญิง ก็เหมือนกันมันถึงได้ทะเลาะกัน

            นี่แหละน๊า...ชีวิตคู่ คิดเอาแต่ชนะ กระแดะอยากจะรักความถูกต้องขึ้นมา มันก็ไปไม่รอด จากคู่ก็กลายเป็นคี่ไป

            สุดท้ายก็คิดตั้งใจเอาไว้ว่าเมื่อไรที่เธออารมณ์ดี ผมจะแสดงความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับหนังเรื่องเสียดาย2ให้เธอฟัง

            ขอกรูมั่งจะได้รู้ว่าหนังท่านมุ้ยมันดียังไง

ฉันมียุงเป็นเพื่อน

posted on 19 May 2008 17:22 by stonezoup  in MyLifeStories
15 พ.ค. 51

            เริ่มต้นวันด้วยงานด่วน ออกแบบโบร์ชัวร์ให้ ม.หอการค้า

ลูกค้าบอกไม่รีบ ส่งข้อมูลให้วันนี้ แต่ของานพรุ่งนี้

            ถ้าพี่รีบคงจะมานั่งเฝ้าหน้าเครื่องคอมพ์กันเลยใช่มั้ยครับ

            เลยใช้เวลาเกือบทั้งวันหมดไปกับการออกแบบ – แบบไม่รีบ

            บ่ายแก่ๆ งานโบร์ชัวร์เสร็จเรียบร้อย พลิกๆกระดาษจดโน้ตที่ไปรับบรีฟงานออกแบบนิตยสารมา กะว่าจะเริ่มสเกตช์ร่างไอเดียก่อนลงมือทำ นึกได้ว่าต้องส่งอีเมล์ตอบกลับไปหาพี่ของหุ้นส่วนที่โรงแรม

            พี่มันเป็นเจ้าของโรงแรมอยู่อัฟริกา กำลังจะเปิดสปา อยากให้เราไปช่วย set-up เราบอก set-up กรูทำไม่เป็น ขอเป็นซิทอัพได้มั้ย กล้ามท้องแข็งแรงดีนะ

            ได้แต่พูดในใจนะ เพราะเพื่อนมันเป็นชาวสวีเดน เล่นมุกกันมากไม่ได้ คนไทยกะคนสวีเดนภาษาอังกฤษแข็งแรงพอกันทั้งคู่

            เงื่อนไขการหาพนักงานนวดไทยของพี่ชายมันโหดมาก ต้องเป็นคนไทยที่สามารถพูดภาษาอังกฤษคล่อง นวดเก่ง และทำงานบ้านได้

            ตกลงมึงจะหาเมียหรือหาพนักงานนวด คิดในใจกูจะไปหาแถวไหน คุณสมบัติขนาดนี้ หาเมียเช่า ส่งไปเรียนนวดไทย แล้วพาไปอยู่อัฟริกายังจะง่ายกว่า ไอ้บ้าเอ้ย

            ส่วนอีกสองเมล์ที่ต้องตอบกลับ เป็นเมล์ของลูกค้าที่ผมต้องส่งงานกลับไปให้ตรวจ

            แต่ไฮสปีดอินเตอร์เนตของทีโอทีเจ้ากรรมมันดันใช้การไม่ได้ตั้งแต่บ่ายแก่ๆ ยันสามทุ่ม ต่อยังไงก็ต่อไม่ติด

            ไฮสปีดกลายเป็นหายสปีด คือ หายไปเลย เล่นไม่ได้เลย ใครว่ะ บอกว่า เนตทีโอที ติดๆดับๆ หลุดบ่อย ขอเถียงเป็นเอ็นชิ้นเปื่อยไม่งอกเลยว่า มันไม่ได้ติดๆดับๆสักหน่อย มันหายไปเลยต่างหาก ไอ้บ้าเอ้ย

            ตอนไปขอติดตั้ง เขามีเอกสารแนบมาให้ด้วยนะ เขียนว่าสัญญาณขัดข้องให้โทรแจ้ง 1177

โทรไปตั้งแต่บ่ายยันสามทุ่มอีกเหมือนกัน ยังไม่ได้คุยกับวิญญาณที่ไหนเลย

            กะว่าจะจุดธูปไปบอกแทนแล้ว

แต่โคตรโชคดีเลยที่โทรติดเอาจนได้วินาทีสุดท้ายก่อนเข้าห้องนอน

โทรไปครั้งนี้โชคดีมากๆ รอสายแค่ชม.เดียวเองก็มีเจ้าหน้าที่มารับสาย ให้ความกระจ่างแบบจะบ้าตายว่า “ชุมสายเสีย ช่างกำลังซ่อมอยู่ครับ”

            ย้ำ โทรตั้งแต่บ่ายสาม รอสายมาชม.กว่าๆ ได้ฟังแค่นี้แล้วน้ำตาจะไหล ชุมสายเสียขนาดนี้ มึงฌาปณกิจมันไปเลยดีกว่า - ไม่ได้ๆ จะไปโวยวายใส่พนักงานเขาได้ไง เขาไม่ใช่เจ้าของนี่หว่า

            คาดว่าอีเมล์ที่จะต้องตอบกลับไปหาลูกค้าและเพื่อนๆ สิ้นปีนี้น่าจะได้ส่ง

รอนิดนะครับ ทำไงได้ “ก็ชุมสายเสีย ช่างกำลังซ่อมอยู่ครับ”

           

16 พ.ค. 51

            เสียงโทรศัพท์ดังตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า

            “สวัสดีจ้ะ ผมมีข่าวดีมาบอก”

            ใครวะโทรมาปล่อยของ เล่นมุกกันแต่เช้า แหม...ต่อมตลกทำงานกันตั้งแต่ยังไม่เข้าแถวเคารพธงชาติ

            “สวัสดีครับ นั่นใครพูด และมีข่าวดีอะไร”

            “ผมเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์ ตอนนี้โทรศัพท์ใช้การได้แล้วนะครับ”

            “อ้อ..” ผมครางออกมาเป็นการตอบรับ “แต่โทรศัพท์ไม่ได้เสียนี่ครับ อินเตอร์เนตต่างหากที่เสีย สัญญาณเอดีเอสแอลมันใช้การไม่ได้”

            “อ้าว...เหรอ ผมอุตสาห์ซ่อมโทรศัพท์มาตั้งแต่เมื่อคืน”

            ในใจก็อยากจะออกปากชมในความขยันขันแข็งของช่างเขาอยู่หรอก แต่มันจะดีกว่านี้ถ้าน้าซ่อมให้มันถูกจุด นะน้านะ

เป็นอันว่าเนตยังใช้ไม่ได้อีกตามเคย

            มาใช้ได้อีกทีหลังจากที่วางสายคุยกับช่างไป 1 ชม. นี่ก็แสดงว่า ถ้าแกซ่อมให้ถูกจุดเสียตั้งแต่ทีแรกมันก็เสร็จไปนานแล้วใช่มั้ย ไอ้บ้าเอ้ย

 

17 พ.ค. 51

วันนี้ต้องเก็บตัวอยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปไหนทั้งวัน

ที่ไม่ได้ออกไปไหนก็เพราะงานออกแบบนิตยสาร ที่ต้องเร่งทำให้เสร็จภายในกำหนดนัดส่งงานวันพุธ

นับตามจำนวนหน้าที่ต้องออกแบบกับเวลาที่มีถือว่าน้อยมาก

            เชอะ...ถือว่ามีเงิน จะสั่ง จะเร่งรัด ยังไงก็ได้ใช่มั้ย

คนอย่างชั้นเงินซื้อไม่ได้เว้ย แต่จ้างได้ก๊าบ..บ..บ

เวลาการทำงานก็ยิ่งเหลือน้อยลงไปอีก เมื่อเอาเวลามาเขียนบลอก เอ้ย..ไม่ช่าย... เมื่อลูกค้าที่หอการค้าฯโทรมานัดให้ไปประชุมเรื่องงานออกแบบชิ้นใหม่ในวันอังคาร มันแปลว่าต้องออกแบบนิตยสารให้เสร็จภายในวันจันทร์

            แต่ปัญหาคือ คิดไม่ออกว่าจะออกแบบอย่างไร และที่สำคัญคือขี้เกียจ เรื่องขี้เกียจนี่เป็นตัวการสำคัญเลยทีเดียว ขี้เกียจจนตัวเป็นขน จนเริ่มคิดว่าหันมาขี้เกียจเป็นเรื่องเป็นราวจะได้ตัดขนส่งขายต่างประเทศเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป

งานการไม่มีแรงทำ คิดอยู่เรื่องเดียวหิวๆๆๆ อยากกินนั่นกินนี่ อยากออกไปเดินเล่นนอกบ้าน

            คิดไปก็เสียเวลานั่งปวดตูด ทำงานดีกว่า ถ้าไม่รีบทำงาน อย่าว่าแต่เดินเล่นนอกบ้านเลย ข้าวสารก็ไม่มีจะกรอกหม้อ ได้อดตายกันล่ะคราวนี้

คิดได้เท่านั้น ขยันขึ้นมากันเลยทีเดียว

            เอาน่ะ...ทนอดหลับอดนอนเป็นยามแค่ไม่กี่วัน ทำให้มันเสร็จๆไป อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งถ่างขา ล้างไข่ล่ะวะ

ปวดง่ามขาและอาจลามไปถึงแก้มก้น ในกรณีที่ต้องเกร็งขา กำไข่ ให้มั่น –  คิดดูว่าถ้านั่งแล้วเกิดเป็นตะคริวขึ้นมาจนหุบขาไม่ได้ ทีนี้ล่ะมึงเอ้ย เดินเป็นชะนีขี่ฮาร์เล่ย์กันเลยทีเดียว

 

            หมกตัวอยู่คนเดียวในห้องทำงานจนเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางงามตอนถูกเก็บตัวก่อนเข้าประกวดยังไงยังงั้น

อืมม์...ไม่สิ นางงามยังมีเพื่อน แต่นี่ต้องนั่งตูดบานอยู่คนเดียวโดดๆ

จะมีก็แต่ ไอ้ตุ๊ ยุงลายตัวเท่าไก่อู ที่บินหึ่งๆอยู่รอบตัวตลอดเวลา ไม่รู้ว่าจะนับมันเป็นเพื่อนได้หรือเปล่า เพราะมันดีแต่จะคอยกินเลือดเป็นการแก้แค้นที่ไปเทลูก-หลานมันทิ้งตอนคว่ำอ่างน้ำล้นที่หน้าบ้านอยู่ท่าเดียว ไม่รู้ชาติที่แล้วเคยเกิดไปเป็นลูกหนี้แล้วไม่ใช้มันหรือเปล่า หรือมันคิดว่ามันเป็นสส.ร่วมรัฐบาล ตั้งท่าจะสูบเลือดสูบเนื้อท่าเดียว ไอ้บ้าเอ้ย

            บางที มันก็บินมากระซิบถากถางซ้ำเติมที่ข้างหู “เมื่อกี้ชั้นบินไปปากซอยมาเว้ย ข้างนอกอากาศดี๊ดี สาวเพียบ แกไปไม่ได้อะดิ๊ 5555 สมน้ำหน้า อิอิ หุหุ” ชิ...งานการไม่ทำ ยังหน้าหม้ออีกต่างหาก ไอ้ยุงตัวนี้

            แหม...ไอ้นี่ คงแอบดูผมเล่นเอ็มบ่อย ชักจะหัวเราะเป็นภาษาเอ็มฯเข้าไปทุกที

เออ...ฝากไว้ก่อน เอาไว้เสร็จงาน ได้เงินมาเมื่อไร จะซื้อระเบิดปรมาณูมายิงถล่มให้ร่วง... คอยดูไอ้ตุ๊...