ก่อนจะรักกับใคร มันก็ต้องหาคนรักให้ได้ก่อน จะหาคนรักให้ได้ มันก็ต้องมีคนมาสนใจ มาคบหาดูใจกันก่อน ทำอย่างไรจะให้เขาสนใจ ลองมาเอาวิธีการบริหารตราสินค้า ไปปรับใช้เผื่อจะได้ผล

การตลาด แบรนด์ หรือ ตราสินค้า (ยี่ห้อ) คือสิ่งที่ช่วยให้สินค้ามีความแตกต่าง แยกแยะได้ว่า ของใครเป็นของใคร การสร้างแบรนด์เป็นทางสู่ความสำเร็จ เพราะการมีแบรนด์มีผลต่อความจงรักภักดีในแบนรด์

ส่วนในมุมของความรัก การสร้างแบรนด์ ก็คือจะทำอย่างไร ให้ตัวเราโด่ดเด่น เป็นที่จดจำ มีเอกลักษณ์ -- จะเรียกว่า ยูนิค unique ก็ได้โก้ดี -- แตกต่างจากคนอื่นๆ

ถ้ายังไม่มีคู่ก็ต้องเรียกว่าสิ่งเหล่านี้มันจะทำให้ใครเห็นก็ "โดน" เลย ส่วนที่มีคู่แล้ว ก็ทำให้เกิดการจงรักภักดี แหม..ถ้าลองใช้สินค้าที่ดีอยู่แล้ว ก็คงไม่อยากเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นใช่ไหม มันก็เหมือนกันนั่นแหละ

ศจ. สตีเว่น คิง กล่าวไว้ว่า "ตราสินค้า คือสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกซื้อ สินค้าคือสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกใช้"
ด้วยความกระแดะสรุปว่า "ความโด่ดเด่น จะสร้างความน่าสนใจแก่ฝ่ายตรงข้าม (พูดเหมือนจะสู้รบกัน) แต่ตัวคุณนั่นแหละที่จะมัดใจเขาหรือเธอไว้ได้"

จะสร้างภาพอย่างไรให้เขาเดินเข้ามาหา ก่อนที่จะมัดใจเขาไว้ได้ด้วยตัวเรา

ส่วนแรกทำไงให้เขาสนใจ เดินเข้ามาหา
ส่วนต่อมาคือ ทำไงให้เขาอยู่ทน อยู่นาน อยู่นานแล้วยังอยู่ทน ส่วนนี้คือคุณภาพของคุณเอง

ลองเช็คดูสิว่าคุณมีสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า เพราะมันคือสิ่งที่จะบอกว่าคุณคือคนที่มีคุณภาพ น่ารักกกกก ให้นานที่สุด

1. สามารถจับต้องได้ (Tangibles) :

ลองถามเพื่อนว่า "ชั้นมีดีตรงไหนเหรอ" ถ้าดูเพื่อนๆ ยังลังเลที่จะตอบ เหมือนคิดไม่ออก ไม่แน่ใจ นั่นแหละ แสดงว่าความดีของเรายังไม่ชัดเจน ดูคลุมเคลือ จับต้องไม่ได้ แต่ถ้ามันตอบได้ทันทีว่า "เอาใจเก่ง" ว้าว!! แสดงว่าได้ไปแล้ว 1 แต้ม

2. น่าเชื่อถือ (Reliability) :

สิ่งที่จะทำให้คนรักเชื่อถือคบกันได้นาน ก็คือความซื่อสัตย์ เป็นคนโกหกหรือเปล่า ถามตัวเองสิ

3. มีความรู้ (Competence) :

เอ้า!! แหงล่ะ ใครจะชอบคนโง่ ในส่วนของการตลาด สินค้า/บริการนั้นก็ต้องรู้จริง

4. มีความรับผิดชอบ (Responsibility) :

รับปากอะไรไว้ต้องทำให้ได้ คำพูดต้องเป็นคำพูด อย่าเบี้ยว

5. มีจิตใจงาม (Emphaty) :

ใค๊รจะอยากมีแฟนเป็นนางมาร ปีศาจร้าย ตบจูบๆ แบบมนต์รักอสูรหรืออย่างไรมิทราบ

ถ้ามีครบ 5 ข้อนี้แสดงว่า "ของเขาดีจริง" เป็นอย่างนี้ก็ไม่ต้องห่วง ของดีใครก็อยากได้ เหลือก็แต่ทำไงจะ "ล่อให้มันมาติดกับได้" ว่ะฮ่ะฮ่ะ

จะทำเยี่ยงนั้นได้ มันก็ต้องเฟ้นหาจุดเด่นในตัวกันก่อน ด้วยวิธีการเดียวกันกับการกำหนดหรือวางตำแหน่งให้กับแบรนด์นั่นเอง

1. คุณลักษณะของสินค้า (Product Attributes) เป็นอย่างไร

หมายถึง อะไรในตัวคุณที่แตกต่างจากคนอื่น อะไรที่คุณคิดว่าคุณโด่ดเด่นที่สุดในตัวคุณ .. ทำกับข้าวอร่อย, พูดเพราะ, ต่อของเก่ง, ตดเหม็น

2. ผลประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับ (Customer Benefits) คืออะไร :

อะไรคือสิ่งที่หวานใจของคุณจะได้รับยามเมื่อคบกับคุณ ซึ่งมันก็น่าจะต่อเนื่องมาจากข้อแรกนั่นแหละ คบกับชั้น รับรองคุณเปรมแน่นอน เพราะชั้นทำกับข้าวอร่อย

3. ราคาของผลิตภัณฑ์เมื่อเทียบกับคู่แข่งขัน (Relative Price) :

สิ่งที่เขาต้องจ่ายในการเข้ามาถึงตัวคุณ เมื่อเทียบกับการเข้าถึงคนอื่นๆ มันเป็นอย่างไร ราคาจะบ่งบอกตำแหน่งของสินค้า

4.การใช้ (Use/Application) :

การอยู่กับคุณมันยากง่ายแค่ไหน ต้องเอาใจมากไหน ขี้งอนเกินคนหรือเปล่า ขี้เหงา ขี้เหม็น โอ้ย!! จิปาถะ อยู่ด้วยง่ายแค่ไหน ใช้ง่าย สบายๆ หรือ จุกจิก

5.ลูกค้าหรือผู้ใช้ (Customer/User) :

เป็นการเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับลูกค้า ซึ่งก็คือคุณกับฝั่งตรงข้าม กลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นใคร หนุ่มนักบิน หนุ่มวิศวะ หนุ่มตี๋ แล้วคุณเชื่อมโยงกับพวกเขาเหล่านี้มากแค่ไหน คือประมาณ อยากได้ผัวฝรั่งแต่บ้านอยู่เยาวราช และไม่เคยออกจากบ้านไปไหนเลย งี้ก็ไม่ไหวนะ

6.บุคลิกภาพ (Personality) :

เอาบุคลิกคนที่คุณสนใจเป็นตัวตั้ง ถ้าเขาเป็นคนเนี้ยบ แต่คุณเข้าขั้นโสโครกเลย แล้วมันจะไปกันได้อย่างไร

7.คู่แข่งขัน (Competitors) :

ทุกคนก็ใช่ว่าจะดี หรือ แย่ไปเสีย หมด คนอื่นอาจจะสวย แต่ชั้นเร้าใจกว่า อะไรประมาณนี้ คือเอาคุณสมบัติของคู่แข่งมาเป็นข้อเปรียบเทียบ

8.ประเทศหรือสภาพภูมิศาสตร์ (Country or Geographic Area) :

อันนี้ประมาณว่าเอาชาติกำเนิดเป็นตัวล่อ ชั้นลูกครึ่งนะยะ เจ้าคุณพ่อมีเชื้อ(จะบอกว่าชาติตระกูลดีว่างั้น)

ไม่จำเป็นต้องมีทั้งหมด แต่จะเด่นตรงไหนให้เลือกที่แจ่มๆ มาสักข้อ
เมื่อ "ของดี - จุดเด่นพร้อม" ต่อไปจะทำให้แบรนด์ (จุดเด่น) ของคุณเป็นที่รู้จักได้อย่างไร โปรดติดตาม

-- ไม่คิดเล้ย ว่าจะต้องเขียนยาวเป็นซีรีย์สเกาหลี เอ้า..ทนๆ อ่านหน่อยละกัน--

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มันใช้ได้เหมือนกันจริงๆ หลักการนี้ ><

Recommend