ผมคิดว่าพวกเราหลายคนคงคิดฝันที่จะมีกิจการเป็นของตัวเองใช่มั้ยครับ ผมเองก็เหมือนกัน ผมใฝ่ฝันมาแต่เล็กแต่น้อยว่าอยากมีนิตยสารเป็นของตัวเองสักฉบับ (อืมม์..ความฝันนี้มันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไรกันนะ) ลองคิดย้อนกลับไป อาจจะเป็นเพราะผมเป็นลูกคนโต ตอนที่ผมเป็นเด็กๆ เพื่อนเล่นอย่างแรกของผมก็คือนิตยสาร

ผมมีโอกาสเอานิตยสารยัดเข้าปาก ก่อนเอาของเล่นยัดปากตัวเองเสียอีก

มันเป็นอย่างนี้ครับ สมัยผมเป็นเด็ก ฐานะทางบ้านผมค่อนข้างขัดสน (อันที่จริงน่าจะเรียกว่าโคตรจน) มันอยู่ในช่วงตั้งตัวของพ่อกับแม่ ก็เลยต้องเอาผมไปฝากเพื่อนๆ ของพ่อ เลี้ยงบ้าง ของแม่ เลี้ยงบ้าง อย่าเพิ่งน้ำตาไหล รันทดชิมิล่า งั้นตัดตอนไปตอนที่สุดท้ายแม่ก็เลยเอาผมไปฝากไว้กับยาย ซึ่งคันทรี่มาก คืออยู่บ้านนอกนั่นแหละ

บรรยากาศบ้านนอกแถวบ้านยาย น่าอยู่มาก เงียบสงบ และฝาบ้านเต็มไปด้วยรูปดาราสีสันจัดจ้าน แปะเต็มไปหมด ยายเองมีธุรกิจทำนา เรียกเสียหรู ทำนานั่นแหละครับ แม้ยายจะรับภาระเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการให้ผม แต่ยายก็ไม่ค่อยว่าง เพราะธุรกิจรัดตัว ต้องออกไปนาทุกวัน ด้วยความรักและเป็นห่วงหลาน ยายก็เลยกระเตงเอาผมไปเลี้ยงด้วย โดยมีควายเป็นพี่เลี้ยง (โธ่..อนาคตของชาติ) เมื่อคุณหนูไฮโซอย่างผมต้องตากแดดตากลมขนาดนั้น ก็เลยป่วย เป็นไข้ สุดท้ายก็ต้องให้น้า รับภาระเลี้ยงผมแทน ทั้งที่ยายก็ไม่ค่อยอยากจะให้น้ามาดูแลผมสักเท่าไร ด้วยความเป็นห่วงว่า

1. น้าผมสติไม่ค่อยดี บ้าๆบอๆ (แต่บ้าออกแนวติงต๊องน่าเอ็นดู) และยังมีอาการหูตึงพ่วงมาด้วย (คิดดูสิครับ แกนั่งอยู่ข้างๆ ผมแท้ๆ พอผมร้องไห้จ้า แกกลับไม่ได้ยิน เป็นเหตุให้ผมต้องตะเบ็งเสียงร้อง ดังมากกว่าเด็กปกติถึง 50 เดซิเบล ดังไป 3 บ้าน 8 บ้าน บางทีต้องให้คนบ้านอื่น ซึ่งทนเสียงร้องของผมไม่ไหว เดินมาสะกิดแกว่าหลานร้องไห้ใหญ่แล้ว)
2. น้าแกรักการอ่านมาก ราวกับเป็นปราชญ์ และแกเลือกอ่านนิตยสารเพียงชนิดเดียวคือ นิตยสารดารา เห็นมั้ยครับว่าน้าผม บ้า-ดารา ตัวจริง และก็เป็นแกนี่เอง ที่เป็นคนเอารูปดาราไปแปะฝาบ้าน แกเคยบอกว่า ที่ต้องเอามาแปะเพราะ ตอนอ่านบางทีก็จำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร ชื่ออะไร

แต่ด้วยความที่ยายมีธุรกิจรัดตัวจริงๆ ต้องเข้าออฟฟิศ (ท้องนา) ทุกวัน ก็เลยจำยอม ต้องฝากผมไว้กับน้า นั่นคือจุดเริ่มต้นในการใกล้ชิดนิตยสารของผม แต่ยังไม่ถึงขั้นรักการอ่านนะครับ ตอนนั้นความรักของผมที่มีต่อนิตยสารเป็นไปในลักษณะเพื่อชีวิตมากกว่าคือ ถ้าเวลาผมร้องไห้หิวนม แล้วน้ายังไม่ได้ยิน ผมก็จะเอานิตยสา "ราชาเสียงทอง" หนึ่งเดียวของน้ายัดเข้าปาก กินเป็นออเดิรฟ์ต่างนมไป จนกว่าจะมีคนเดินมาสะกิดให้แกป้อนนมให้ผม

เมื่อผมถูกส่งตัวมาอยู่กับพ่อแม่ ตอนที่โตขึ้น ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหตุผลนะครับว่า ที่ถูกส่งมาเพราะโตขึ้น หรือไปกินนิตยสารของน้าหมดบ้านแล้ว แต่เอาเป็นว่าพอมาอยู่บ้าน ห่างจากน้า ราชาเสียงทอง ยาย และควาย ผมกลับเหงายิ่งกว่าเดิม เพราะแม่จะปิดประตูบ้าน ล็อคกุญแจ ทุกครั้งที่ออกไปทำงาน ด้วยความเป็นห่วงว่าจะมีใครเข้ามาทำร้ายลูกและทรัพย์สินสุดที่รัก ทำให้ผมถูกตัดขาดจากโลกภายนอก อย่างสิ้นเชิง สิ่งเดียวที่ผมใช้ฆ่าเวลาคือการอ่านนิตยสาร "โลกทิพย์" ไม่ใช่เพราะธรรมะธรรมโมแต่เด็กนะครับ แต่ในเล่มเขาจะเรื่องเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ ปาฎิหาร ของพระเกจิอาจารย์ดังๆ อาทิ เรื่องผี เรื่องพญานาค อ่านแล้วก็สนุกเหมือนได้ดู "4 ยอดกุมาร"

หลังจากนั้นสิ่งหนึ่งที่ติดเป็นนิสัยของผมก็คือ ถ้าเห็นหนังสือแล้วต้องเปิด เห็นแผงหนังสือก็ต้องแวะ บางวันแวะเป็น 10 ร้าน (ซึ่งก็งงตัวเองอยู่เหมือนกัน ว่าจะแวะทำไม มันก็เหมือนเดิมทุกร้าน)

ด้วยความที่ติดแวะยืนอ่านหนังสือที่แผงเป็นประจำเนี่ยแหละ ทำให้ผมเห็นประกาศรับสมัครทีมงานในนิตยสาร The Boy ตอนสมัยที่ผมเรียนอยู่ มหาวิทยาลัยปี 2 ผมจึงตัดสินใจเดินเข้าไปสมัครงานกับพี่ร็อค (เจ้าของหนังสือ)

พี่เขาก็ให้การบ้านเป็นการทดสอบผม โดยการให้ไปสัมภาษณ์ดารา 1 คน คนไหนก็ได้ ให้ผมเลือกเอา ตอนนั้นผมเลือกสัมภาษณ์ บอล (เขาเคยเล่น MV ของ เจ เจตริน ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคหัวใจ) พี่ร็อคถามว่า ทำไมถึงเลือกสัมภาษณ์คนนี้ ผมตอบว่า ได้ยินว่าเขาจะเอาเงินรายได้จากการทำงานทุกครั้งไปทำบุญ ผมอยากรู้ว่าทำไมเขาคิดแบบนั้น และเอาไปทำบุญอะไรบ้าง อีกอย่างตอนนั้นเขากำลังดังด้วย น่าจะมีคนอ่านสนใจ พี่ร็อคฟังคำตอบ แล้วก็ยิ้ม บอกว่า "ไปเอาเบอร์โทรติดต่อบอลที่เลขาหน้าห้องพี่ แล้วก็โทรนัดเขา พี่อนุญาตให้บอกว่ามาจากนิตยสาร The Boy ได้ สัมภาษณ์เสร็จแล้ว ก็เขียนเอามาส่งพี่ งานนี้พี่ไม่มีค่าจ้างให้นะ" ครับ ผมรับคำ แล้วก็หายไปราว 1 อาทิตย์

ตอนนั้นฝันของผมในวงการนิตยสารได้ก่อตัวขึ้นแล้วครับ แต่ก็ไม่คิดว่า จะถึงขนาด เป็นแรงผลักดัน อันบ้าระห่ำ จนถึงกับตัดสินใจทุบกระปุก นำเงินเก็บมาลงทุนเปิดบริษัททำนิตยสารในวัย 30 กว่าๆ ในยุคสมัย ที่คนทำสื่อต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "หืดขึ้นคอ ยอดโฆษณาตก ยอดคนซื้อหด"

แต่นี่เป็นภาระกิจที่ผมต้องทำให้ได้ จากวันนี้ไป ผมจะเอามาเล่าให้ฟังเป็นระยะ เอาแบบชนิดลงลึก ถึงพริกถึงขิง ยิ่งกว่าเรียลลิตี้อีก เพื่อให้พวกเราได้รู้กันเลยว่า วงการนิตยสาร, การทำนิตยสาร มันเป็นอย่างไร ยาก-ง่ายแค่ไหน

ถึงผมจะรักชอบการทำนิตยสารสักแค่ไหน ก็ต้องยอมรับว่า งานนี้ใช้แค่ความรักอย่างเดียวมันไม่พอ เพราะฉะนั้น เรามาเรียนรู้ และติดตามไปพร้อมๆกันครับ

-----------------------------------------------------------------

เส้นทางชีวิตสู่วงการ

เรียนคอมพ์ 3 เดือน --> มันไม่ได้เป็นแค่รถนะ --> จากโรงหนังสู่ความบันเทิงในบ้าน --> คืนรัง - ช่วงสุดท้ายกับเดอะบอย --> เริ่มต้น กินกระดาษเป็นอาหาร

------------------------------------------------------------------ 



- ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ CEO บ. สุมหัวคิด จก. -

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอ้โห ... ชีวิตวัยเด็กช่างดูมีความสุขนะคะ (ตรงไหนไม่ทราบ ?)

อ่านแล้วรู้สึกถึงความตั้งใจจริืง รักและทำให้สิ่งที่ชอบ แล้วก็ขลุกอยู่ตั้งแต่เด็ก เราเชื่อว่าต้องออกมาดีอย่างแน่นอนเลยค่ะ

เป็นกำัลังใจให้ค่ะ ^________________^ V !!


big smile Hot!

#1 By {CODE;4079} on 2008-01-10 17:54

Recommend