ช่วงสุดท้ายกับ The Boy
posted on 11 Jan 2008 16:38 by stonezoup in MyLifeStories
หลังจากที่ผมส่งบทสัมภาษณ์ให้กับพี่ร็อค ผมก็ได้งานเป็นกองบรรณาธิการที่ The Boy ทันที
ได้งานทั้งๆ ที่เขียนได้ห่วยมาก
ได้งานทั้งๆ ที่ต้องเบียดบังเวลาทำงานไปเรียนหนังสือ
เป็นช่วงชีวิตที่โคตรสนุก ได้ทำทุกอย่างในสิ่งที่รัก
ไม่ว่าจะเป็นการมีชีวิตอิสระในรั้วมหาวิทยาลัย,
ได้ทำงานที่... อย่าว่าแต่ฝันเลย ว่าจะได้อยู่ในวงการสิ่งพิมพ์ แถมยังได้ทำงานใกล้ชิดพูดคุยกับดาราอีกด้วย
และที่สำคัญคือ ได้เงินเดือน เดือนละ 6,000 บาท
แต่ก็ไม่ค่อยได้ใช้เงินหรอก เพราะวันๆ ก็วิ่งวุ่นไปเรียน เรียนเสร็จก็ไปทำงาน นั่งปั่นงาน ทอดเทป เขียนบทความ โทรนัดสัมภาษณ์
เรียกว่าชีวิตช่วงนั้นแทบจะไม่มีเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเลย จะมีก็แต่เพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศ The Boy และ พวกดาราที่เขายอมลดตัวมาเป็นเพื่อนกับผม
ไม่อยากจะคุยเลยว่าตอนนั้นสนิทกับ เจ มณฑล ขนาดที่เคยไปเล่นที่บ้านเจ
ตอนนั้น เจ เพิ่งจะเข้าวงการใหม่ๆ โด่งดังจากโฆษณา 12 plus แล้วเจก็มาเป็นนายแบบให้กับที่ The Boy
ด้วยความที่เราชอบเพลงแนวเดียวกัน และชอบวงดนตรี Gun ‘n Roses เหมือนกัน ก็เลยทำให้มีเรื่องคุยกันจนสนิท (กว่าจะสนิทกับมันได้ก็ลำบากเหมือนกันนะ เจ มันถนัดพูดแต่ภาษาอังกฤษ)
นอกจาก เจ ก็ยังมีเต๋า สมชาย รายนี้สนิทกันเพราะ ออฟฟิศอยู่ซอยเดียวกันกับบริษัท RS แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เราต้องเป็นตัวแทนของพี่ร็อคไปในงานที่ RS จัดขึ้น และก็บังเอิญว่าเราต้องขึ้นไปบนเวทีเพื่อรับมอบของรางวัลที่ เต๋า สมชาย เป็นตัวแทนมอบ พอขึ้นไปบนเวที พี่ปิง พิธีกรก็ดันมาอำ ว่าเราสองคนหน้าเหมือนกัน คือ หน้าตาราวกับเด็กบ้านนอกเหมือนกัน ก็เลยมองหน้ากันยิ้มๆ นาทีนั้นไม่ภูมิใจเลยสักนิดที่เขาว่าหน้าเหมือนเต๋า ออกแนวอายมากกว่า เพราะไม่เคยยืนต่อหน้าผู้คนเป็นร้อยแบบนั้นเลยใจชีวิต ในใจก็คิดอยู่อย่างเดียวว่า ปล่อย (กรู) ลงไปเดี๋ยวนี้นะ จะพูดทำไม ไอ้เรื่องหน้าตาเหมือนกัน เหมือนตรงไหนเนี่ย ดูดิคนจ้องมองกันใหญ่ เขินอายแทบแทรกแผ่นดินหนี
หลังจากงานวันนั้น ผมก็ต้องไปสัมภาษณ์นักร้องในค่าย RS อีกบ่อยๆ ก็ได้เจอเต๋าอีกบ่อยๆ พูดคุยกัน คบหาดูใจกัน หนาวเปลี่ยวทนไม่ไหว ก็ทนคบๆ กันไป
แต่สุดท้ายความสัมพันธ์ระหว่างผมกับดารา (ทั้งหลาย) ก็มีอันเป็นต้องเลิกราไป เพราะช่วง summer ของปี 3 ผมกลายเป็นกองบก.คนเดียวของ The Boy คือคนเดียวทำทั้งเล่ม เป็นงานที่หนักและโหดหินมาก (The Boy หนาเป็นร้อยหน้า ผมคนเดียวต้องโทรนัดสัมภาษณ์ดารา และเดินทางไปสัมภาษณ์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สอนผมเกี่ยวกับเรื่องการจัดระบบทำงาน การบริหารเวลา) เพราะแม้ถึงจะทำงานมาได้สักพักจนเรียกว่าอยู่ตัว ไม่ถูกแก้งานเขียนแล้ว ก็เพิ่งจะมารู้สึกว่า การทำงานที่แท้จริง มันสาหัสและเครียดอย่างนี้นี่เอง
ไม่มีแล้วความเป็นน้องใหม่ ที่ทำอะไรผิด พี่ในกองก็พร้อมจะให้อภัย เพราะมันไม่เหลือใครที่จะมาให้อภัยแล้วนี่ มีอยู่ตัวคนเดียวทั้งกอง พี่ร็อคอยากได้อะไรผมก็ต้องทำให้ได้ จัดการให้ได้ ตอนนั้นไม่เคยคิดถึงเรื่องตกงาน หรือ รายได้อะไรเลย คิดอย่างเดียวว่าเราต้องรับผิดชอบ เราต้องทำงานให้ได้ นึกถึงวันที่เดินมาของานพี่ร็อคทำ ก็กัดฟันทำมาจนมันผ่านมาได้ พูดให้ดูดีไปงั้นแหละ อันที่จริงไม่มีเวลาคิดต่างหาก งานเยอะแทบจะไม่ได้กินได้นอนขนาดนั้น
แต่ถึงจะรักงานที่นี่ และอดทนทำขนาดไหน ผมก็ต้องลาจากมันจนได้
เปิดเทอมปี 4 พอผมได้เห็นตารางเรียน ผมก็รู้ตัวเลยว่า ถ้าต้องการจะเรียนให้จบ ผมต้องลาออกจากงาน เพราะแต่ละวิชาโคตรยาก ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย เอาตัวไม่รอดแน่ๆ ก็เลยต้องเดินไปลาออกจากพี่ร็อค ด้วยความอาลัย
ชีวิต 1 ปีหลังจากนั้น เปลี่ยวเหงามาก จากที่เคยทำงานจนยุ่ง ต้องประสานงาน นัดเวลาสัมภาษณ์ นั่งรถเมล์ไปบ้านดารา ไปกองถ่าย ไปพูดคุยกับดาราแบบที่หลายๆ คนอยากจะได้โอกาสแบบนั้น ก็ต้องมานั่งเป็นหนอนแทะหนังสือเรียน มุ่งมั่นว่าจะต้องรีบเรียนให้จบแล้วกลับไปทำที่ The Boy ใหม่ให้จงได้ โดยที่หารู้ไม่ว่า วันเวลาผ่านไปอะไรๆ มันก็มักจะไม่เหมือนเดิม
-----------------------------------------------------------------
เส้นทางชีวิตสู่วงการ
เรียนคอมพ์ 3 เดือน --> มันไม่ได้เป็นแค่รถนะ --> จากโรงหนังสู่ความบันเทิงในบ้าน --> คืนรัง - ช่วงสุดท้ายกับเดอะบอย --> เริ่มต้น กินกระดาษเป็นอาหาร
------------------------------------------------------------------
- ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ CEO สุมหัวคิด -

#1 By book on 2008-01-12 06:26