คืนรัง
posted on 14 Jan 2008 14:03 by stonezoup in MyLifeStories
หลังจากเรียนจบ ก็ดันมาเกิดอุบัติเหตุถูกรถชนขาหัก
สาหัส จนต้องไปพักฟื้นที่บ้านต่างจังหวัด
เพราะอยู่กรุงเทพตัวคนเดียว ทำอะไรหลายๆ อย่างไม่สะดวก
พอกลับไปใช้ชีวิตที่บ้าน ก็ได้พบปะพูดคุยกับผู้ใหญ่หลายคน
และด้วยความที่ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ
ก็เลยได้งานทำที่รายการวิทยุ
เป็นโปรดิวเซอร์ รับหน้าที่ขีดเขียนอีกเช่นเคย
แต่คราวนี้เขียนสคริป์รายการและก๊อบปี้โฆษณา
ตอนที่ขายังไม่หายก็เขียนอยู่ที่บ้าน
พอเริ่มจะเดินได้ ก็เดินแบบเดี้ยงๆไปทำงานที่ออฟฟิศ
ทำไรเรื่อยๆ จนได้เป็นดีเจ
ทีแรกก็ดีใจมาก
โห..จะได้เป็นดีเจแล้วเว้ย
กลับไปบ้านไปเตรียมตัวฟื้นความรู้เกี่ยวกับเพลง
หาข้อมูล หาเพลง ว่างก็เข้าไปค้นแผ่นเพลงฝรั่งเพลง อาร์เอส แกรมมี่
กะว่ารายการเราต้องเดิ้น
แต่เจ้านายบอก
"คุณจัดเพลงลูกทุ่งนะ"
ถึงกับอึ้ง!! สารพัดที่จะเตรียมตัว
จริงอยู่ผมเองก็ชอบร้องเพลงลูกทุ่ง
แต่ไม่มีความรู้เลย
นายก็ให้กำลังใจ
"ไม่ต้องกังวลหรอก จัดตอนตี 2 ไม่ค่อยมีคนฟังหรอก"
อ้าว..แล้วใครจะฟังเนี่ย เวลายามไทม์เสียด้วย
สถานีวิทยุที่จัดก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับป่าช้าจีน
คือต้องขับรถฝ่าเข้าไปในป่าช้าแล้วทะลุออกไปถึงจะเจอสถานี
ใครเป็นคนหาทำเลตั้งสถานีว่ะเนี่ย..
ตีสองขี่มอเตอร์ไซค์ไปจัดรายการ
ยังนึกอยู่ว่าเปลี่ยนไปจัดรายการผีดีมั้ย
บรรยากาศเป็นใจเสียเหลือเกิน
รายการอื่นเขาสัมภาษณ์ดารา-นักร้อง
รายการผมสัมภาษณ์ผีดีมั้ย
"เอิ่ม..สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าเป็นอะไรตายครัีบ.. ตายมากี่ปีแล้วครับ.. เมื่อไรจะไปผุดไปเกิดครับ.."
ตอนนั้นจัด ก็มีผมกับเจ้าหน้าที่สถานี ที่เราเรียกว่านายสถานีอีกคนที่อยู่เป็นเพื่อน
ไอ้นั่นน่ะ ไม่โทรจีบสาว ก็หลับ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ไม่เคยมาคุยเป็นเพื่อน ไม่เคยสนทนาวิสาสะกันเลย หายหัวเงียบราวกับผมอยู่คนเดียว
แล้วห้องจัดรายการเนี่ยก็เป็นกระจกใส
มองออกไปข้างนอกจะเป็นวิวป่าช้า
โหย..ใครออกแบบการก่อสร้างว่ะ วิวป่าช้ามันน่าดูตรงไหน
จัดไปก็ได้แต่ภาวนาไป
อย่ามีแฟนคลับออกมาจากหลุมเลยนะ
ขอจัดแบบเงียบๆ คนเดียวอย่างนี้แหละดีแล้ว
พอเจ้านายมาบอกว่าบริษัทจะทำนิตยสารท่องเที่ยวในจังหวัด
อยากให้ผมเป็นคนรับผิดชอบ
โอกาสมาแล้ว มีหรือที่ผมจะปล่อยมันไป
ผมรีบบอกเลิกหน้าที่ดีเจกับรายการที่ผมทันอยู่ทันที
"ผมไม่ถนัดงานนี้ครับ"
เป็นเหตุผลที่ดูดี เท่ห์มาก
ไม่ได้กลัวนะ ผีเผอ ที่ไหน
ผมไม่ถนัดกับงานดีเจต่างหาก
ขอเล่าเกี่ยวกะดีเจอีกเรื่อง
ที่ออฟฟิศจะมีพี่คนหนึ่งเป็นดีเจ แกเสียงหล่อมาก
ถ้าไม่เห็นหน้าแกนี่เล่นเอาซะเคลิ้ม
พี่หนุ่ยแกมีฝันของแกว่า แกอยากมาอยู่กะพี่ฉอด
แกบอกแกรู้จักกับพี่ฉอด
สักวันแกจะเข้ามาทำงานที่กรุงเทพ มาทำกับเอไทม์ฯ
แกมักจะบอกผมด้วยแววตามุ่งมั่น
พี่หนุ่ยแกมาเป็นดีเจจัดรายการวิทยุได้เพราะแกเคยเป็นดีเจเปิดเพลงในผับมาก่อน
แกต่อเพลงมันๆ ได้เวิร์คมาก
ไอ้การที่แกฝันจะไปจัดกับพี่ฉอดน่ะไม่แปลกหรอก ความสามารถคงจะพอผ่านอยู่
แต่ที่ทำมันอดไม่ได้จริงๆ ทุกครั้งที่แกพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็คือหน้าตาของแก
เพราะผมเห็นดีเจของเอไทม์แต่ละคนค่อนข้างที่จะหน้าตาพอดูได้
ส่วนหน้าตาพี่หนุ่ย...
ถ้าแกโผล่ไปหาผมตอนจัดรายการตี 2 ผมก็วิ่งหนีแกอย่างไม่คิดชีวิต เหมือนกัน
พี่แกสิวเยอะมากกกกก และชอบแกะสิว หน้าเลยตะปุ่มตะป่ำแบบเว่อร์ๆ เลย
แถมเวลาแกะสิวแล้วมันจะต้องมีน้ำเหลืองหรืออะไรก็ต้องเยิ้มๆ ออกมา
ยี้ แหวะ!!!
เท่านั้นยังไม่พอ แกยังเป็นคนที่ขี้รังแคร่วงกราวตลอดเวลา
เรียกว่าบุรุษผู้มากับหิมะ
เพราะงี้เวลาแกพูดว่าจะไปอยู่เอไทม์ทีไร
ผมก็จะมองหน้าแกแล้วคิด
"ใช่เหรอว้า..สมพลเขาก็ดูดีนะ"
มาทำนิตยสารท่องเที่ยวทุกอย่างราบรื่น
เพราะเคยผ่านงานโหดหินหลายร้อยหน้ามาแล้วจากกรุงเทพ
เล่มบางๆ แค่ไม่กี่หน้าแค่นี้ สบายๆ
ช่วงเริ่มทำต้นฉบับ วางดัมมี่เรียบร้อย ออกสัมภาษณ์
ก็พอดีได้ไปสัมภาษณ์เจ้าของกิจการโรงหนังประจำจังหวัด
เขาก็เสนองานให้ผมไปเป็นผู้จัดการโรงหนัง
ดูแลเรื่องการตลาดและโฆษณาให้กับโรงหนังในเครือของเขาทั้งหมด
ตอนนั้นอยากได้ประสบการณ์อย่างเดียว
พอเขาเสนองานให้ก็กระโจนเข้าใส่ทันที
ลาออกจากงานเก่าทั้งๆ ที่มันยังไม่เสร็จเลย
ทิ้งงานมาดื้อๆ (หลังจากนั้นหลายปี ได้โอกาสไปขอโทษเจ้านายเก่าเรียบร้อย)
ไปอยู่ที่ใหม่สนุกสนานกับชีวิตที่ผูกพันกันภาพยนต์มาก
เพราะเราเป็นคนชอบดูหนังอยู่แล้ว
แต่งานคุมโรงหนังเป็นเรื่องยากมากๆ
เพราะมันเกี่ยวข้องกับการคุมคน
พนักงานโรงหนังแต่ละคนเซี้ยวๆ ทั้งนั้น
ไปทำงานวันแรกกับหนังรอบแรก
หนังฉายจบ เด็กเดินตั๋วที่เป็นลูกน้องกรูกันเข้าไปในโรงหนัง ทั้งที่ไฟในโรงยังไม่เปิด คนยังเดินออกมาจากโรงกันไม่หมด
ผมก็สงสัย
เอ๊..ทำไมขยันกันนัก
ทั้งที่ตอนเดินตั๋ว ก็มากันไม่กี่คน ไม่เห็นจะแย่งกันขนาดนี้
ก็คิดว่าไม่มีอะไร เพราะเห็นเดินออกมาก็มีขยะติดไม้ติดมือกันคนละนิดละหน่อย
คิดภูมิใจไปว่าลูกน้องทำงานเยี่ยม
กระทั่งทำงานไปได้สักเดือน
เริ่มสนิทกับพวกนี้
เลี้ยงเหล้าหน่อย ก็หลุดปากมาบอกว่าไอ้ที่แย่งกันเข้าไปน่ะ ไม่ได้แย่งกันเข้าไปเก็บขยะหรอก
ไปหากระเป๋าตังก์ เศษตังก์ ของตกมากกว่า -_-"
มิน่า คนมาดูหนังที่โรงนี้ถึงน้อยลงทุกวันๆ
ไม่ได้การๆ ขืนอยู่เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คงจะไม่เหลือคนดูแน่ๆ
คิดว่าจะทำไงดี จะปรับปรุงพัฒนาคนของเราไงดี
ยังไม่ทันคิดออก เอ...หรือผมคิดช้าไปก็ไม่รู้
โรงหนังดันเจ๊งก่อน
ผมเลยโดนย้ายไปคุมโรงที่ต่างอำเภอ
โรงนี้เก๋ไม่ใช่เล่น ออกแนวต่างประเทศ
หน้าโรงในกรุงเทพจะขายป๊อบคอร์นใช่มั้ย
โรงนี้แจ่มกว่าตรงที่ เขามีตลาดนัด
คิดดูว่า ถ้าคิดดูหนังแล้วท้องว่าง หิวขึ้นมา ต่อให้หนังดีแค่ไหน ก็คงจะดูไม่รู้เรื่อง
ลำพังแค่ป๊อบคอร์นหรือจะอยู่ท้อง
เป็นไปไม่ได้
ที่ร้ายไปกว่านั้น ถ้าหิวมากเกิดท้องร้องเสียงดัง
ก็ทำลายสมาธิการดูหนังของคนรอบข้างหมดสิ
เลวร้ายพอๆ กับการไม่ปิดเสียงโทรศัพท์ตอนดูหนังยังไงยังงั้น
ดูหนังที่นี่ รับรองจะไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นแน่นอน
ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ หอยทอด ทุกอย่าง ควันโขมง รอคุณอยู่ด้านนอก
ผมมาวันแรกถึงกับอึ้ง
พระเจ้า!! ล้ำกว่ามัลติเพล็กซ์
ที่นี่ระหว่างที่ยืนรอก๋วยเตี๋ยว คุณสามารถซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังในโรงได้
ไม่นานคนขายก๋วยเตี๋ยวก็จะเดินนำก๋วยเตี๋ยว
พร้อมกับพวงเครื่องปรุงเข้าไปเสิร์ฟคุณถึงหน้าจอ
กินเสร็จคุณไม่ต้องเอามาคืน
สักพักแม่ค้าจะเข้าไปเก็บพวงคืน
ผู้จัดการคนใหม่อย่างผมถึงกับยืนนิ่ง
ทำไรไม่ถูก ตำราการบริหารไม่เคยระบุไว้เยี่ยงนี้
โรงหนังในกรุงเทพ อย่างมากก็เหม็น พรม เหม็นตีนคนถอดรองเท้า
สำหรับที่นี่ บรรยากาศเหมือนดูหนังในตู้กับข้าว
ระหว่างที่ผมเดินมองพ่อค้าแม่ค้า เดินเข้าออก นำอาหารเข้าไปส่งลูกค้าในโรง
ก็มีคนเดินออกมาจากโรงหนัง ปากมันมาเชียว ท่าทางจะเพิ่งกินไก่มา
เดินตรงรี่มาหาผม
"คุณเป็นผู้จัดการโรงใช่มั้ย เด็กเดินตั๋วมันบอก"
ผมเก็บอาการตื่นเต้นไว้ก่อนตอบกลับ
"ครับ มีอะไรให้รับใช้ครับ"
"ผมขอเงินคืน"
"ทำไมล่ะครับ" แค่มีแม่ค้าเดินเข้าไปเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวยังไม่พออีกใช่มั้ย ผมคิดในใจ
"ทำไมพี่ถึงอยากได้เงินคืนล่ะครับ หนังก็ดูจนจบแล้วนี่ครับ"
"ผมว่าหนังมันไม่สนุก ดูแล้วเสียดายเงิน.. ผมขอเงินคืน"
"??!!"
จะให้ผมยังไงดีครับ
เกิดมายังไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าดูหนังไม่หนุกแล้วขอเงินคืนได้
ถ้าคุณเป็นผมจะทำไง
ครับ มันไม่สนุกอย่างที่คิด
แล้วก็เหมือนโชคดีที่หนังได้พาวงจรชีวิตของผมกลับเข้าสู่กรุงเทพอีกครั้ง
-----------------------------------------------------------------
เส้นทางชีวิตสู่วงการ
เรียนคอมพ์ 3 เดือน --> มันไม่ได้เป็นแค่รถนะ --> จากโรงหนังสู่ความบันเทิงในบ้าน --> คืนรัง - ช่วงสุดท้ายกับเดอะบอย --> เริ่มต้น กินกระดาษเป็นอาหาร
------------------------------------------------------------------
- ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ CEO สุมหัวคิด -

ดูอย่างนี้สิ อยากทำอะไรก็ทำ อิอิ
ยิ่งถ้าได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบ ก็เข้าทางล่ะ
แต่การเป็นดีเจ เป็นความใฝ่ฝันของเรานะ เหอะๆ แต่ไม่มีโอกาสซะที
#1 By ღ°•.♥.•°☆ แอปเปิ้ล ☆°•.♥.•°ღ on 2008-01-14 14:22