From shoot

ผมกำลังนั่งรอคิวเข้าสัมภาษณ์งาน หลังจากที่ห่างหายจากเหตุการณ์แนวนี้มานานนับ... เอิ่ม... ก็เป็น 10 ปีอ่ะนะ
ไม่อยากบอกเลย กลัวคนอ่านจะรู้ว่าอายุเยอะ

การเปลี่ยนงานหลายครั้งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ก็มักจะโดนชวนให้ย้ายงาน เลยทำให้สามารถข้ามขั้นตอนการสัมภาษณ์อันสุดระทึกไปได้

บางทีการสัมภาษณ์งานมันก็ระทึกจริงๆ นะ ว่ามั้ย

การสัมภาษณ์ครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนพี่เสกโลโซ คือรู้สึกเหมือน 14 อีกครั้ง

จะว่าไปมันก็ไม่ใช่ครั้งแรก สำหรับการเข้าสัมภาษณ์งานที่นี่
ครั้งนี้ครั้งที่ 3 แล้วครับท่านผู้อ่าน

ครั้งแรกก็คุยกันชิวๆ ประมาณว่า แนะนำตัวกับพนักงานระดับ... หัวหน้ามั้ง ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าเขาทำตำแหน่งอะไร ลักษณะท่าทางการแสดงออกของเขา ชวนให้ผมคิดว่าเขาตำแหน่งใหญ่โตแน่ๆเลย

 ครั้งแรกนั้นผมคงสามารถเรียกคะแนนความประทับใจได้พอสมควร เลยทำให้โดนนัดคุยเป็นครั้งที่สอง คราวนี้เป็นระดับหุ้นส่วน ซึ่งขอบอกว่าใหญ่โตพอสมควร
พนักงานระดับหัวหน้าคนเดิมบอกกับผมว่า หุ้นส่วนคนนี้มีบิดาเป็นบุคคลระดับนักการเมือง เป็นข้อมูลที่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า จะมาบอกผมทำไม รู้แล้วมันจะช่วยอะไรได้ หรืออยากจะให้ผมเริ่มต้นการสนทนาว่า “สวัสดีครับท่านลูกนักการเมือง”
เออ ถ้าอยู่ในผับแล้วผมนั่งทับเก้าอี้ท่านก็ว่าไปอย่าง

 การคุยครั้งนั้น เนื้อหาการสนทนาก็คล้ายๆ เดิม ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเองมาก คือ บุตรนักการเมืองสัมภาษณ์ไปทานกระเพาะปลาไปอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนผมก็ให้ข้อมูลไปว่าเคยผ่านประสบการณ์อันโชกโชนอย่างไรมาบ้าง

 ชั่วระยะเวลา 1 ชามกระเพาะปลา ผมยังคงสามารถท็อปฟอร์มเรียกความสนใจจากผู้ฟังได้เช่นเคย
แม้บุตรนักการเมืองจะบอกผมว่า “อือ..ก็มาทำงานด้วยกันนะ” แต่ผมก็ยังลังเลอยู่ดีว่าผมจะได้ทำงานที่นี่หรือเปล่า และจะให้มาทำอะไร เพราะนอกจากที่ผมจะทราบว่าเขาเป็นบุตรนักการเมืองที่ชอบทานกระเพาะปลาระหว่างการสัมภาษณ์งาน ผมก็ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย – จริงๆ

 บุตรนักการเมืองบอกให้พนักงานระดับหัวหน้าไปดูสิว่าจะสามารถให้เงินเดือนผมได้เท่าไร

 อ้อ.. ท่าทางผมคงจะต้องเข้ามาเป็นลูกน้องท่านผู้นี้สินะ

 อีกหลายวันต่อมา

 เลขาของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งแน่นอนว่ามีอำนาจการตัดสินใจมากกว่าบุตรนักการเมืองซึ่งเป็นแค่หุ้นส่วน โทรมานัดให้ผมเข้าไปสัมภาษณ์อีกครั้ง เป็นครั้งที่ 3

 ย้ำ..สัมภาษณ์อีกครั้ง เป็นครั้งที่ 3

 ผมถูกนัดให้เข้ามากรอกใบสมัครและคุยกับฝ่ายบุคคลก่อน ที่จะถูกส่งตัวเข้าห้องสัมภาษณ์โดยนายห้างใหญ่

 ขณะที่กำลังกรอกเอกสารสมัครงาน ผู้จัดการฝ่ายบุคคลก็ขอสัมภาษณ์ผมก่อน เพราะวันนี้เธอจะรีบกลับบ้านไปทำธุระ

 อ่า...สัมภาษณ์อีกแล้วซีนะ ผมเริ่มจะรู้สึกว่าตัวเองเหมือนดาราเข้าไปทุกทีแล้วล่ะ แหม...หมู่แล้วโดนสัมภาษณ์บ่อยจริง

 การสัมภาษณ์เป็นไปอย่างรวดเร็ว
 ชื่ออะไร, พ่อแม่ทำอะไร, เคยทำงานอะไรมาบ้าง, ข้อดี-ข้อเสียของตัวเองคืออะไร
 และปิดท้ายว่า “ขอให้ทำงานให้ดี”
 ผมก็คิดในใจ จะให้ทำไร ยังงงๆอยู่

 หลังจากนั้นผมก็ถูกส่งตัวให้มานั่งรอหน้าห้องนายห้างใหญ่ รอคิวเข้าสัมภาษณ์
 แม้จะไม่มีบัตรคิว แต่ผมก็ได้รับรู้จากป้าแม่บ้านว่า ผมเป็นคิวที่ 3 คิวก่อนสุดท้าย
 อ้อ... ผมยังไม่ได้บอกสินะว่าผมมาสัมภาษณ์เพื่อทำงานอะไร

 ผมตั้งใจสมัครมาทำตำแหน่งบรรณาธิการนิตยสารที่กำลังจะเปิดใหม่
 คิวแรกเป็นฝ่ายการตลาดที่กำลังคุยคร่ำเคร่งกับนายห้างใหญ่ เกี่ยวกับเรื่องโฆษณาของลูกค้าในนิตยสาร ใช้ระยะเวลานานพอสมควร

 ชั่วโมงนี้การหารายได้นิตยสารเป็นสิ่งสำคัญครับ โดยเฉพาะรายได้จากโฆษณา กว่าจะได้ลูกค้าแต่ละราย กว่าที่เขาจะยอมควักเงินให้ อันนี้ผมเข้าใจว่าต้องใช้เวลาคุยพอสมควร
 ในบริษัทที่ผมมาสมัครงานนี้ มีนิตยสารอยู่ในเครือนับ 10 เล่ม คิดเล่นๆ ว่าถ้านายห้างแกต้องคุยเรื่องทำนองนี้ทุกวัน คงเป็นเรื่องที่ไม่สนุกแน่
 ในความเห็นส่วนตัว ผมว่ารายได้กับความสุขมันมักจะวิ่งสวนทางกันน่ะครับ

 คิวแรกออกมา คิวที่สองที่เข้าไป แม่บ้านบอกว่าไม่นาน คิวนี้ประมาณ 5-10 นาทีก็เสร็จ แต่ในระหว่างที่รอนั้นเอง มีพนักงานหญิงคนหนึ่งเดินมาขอเข้าพบนายห้าง ป้าแม่บ้านบอกว่า ให้ต่อคิวหลังจากผมนะ เพราะผมมารอประมาณ 5 ชั่วโมงแล้ว (แกนับรวมที่ผมไปนั่งสัมภาษณ์กับฝ่ายบุคคลด้วย) ผมคงใช้เวลาไม่นานสัก 2 ทุ่มครึ่งก็น่าจะคุยเสร็จ แกบอกให้พนักงานหญิงให้กลับมาตอนนั้น
 พนักงานหญิงคนนั้นก็ทำท่าหันหลังเหมือนจะเดินกลับไป
 ชั่วระยะเวลาที่ผมกำลังบ่ายหน้าจากการชมการสนทนาระหว่างแม่บ้านกับพนักงานหญิงคนนั้น คอของผมยังหันได้ไม่ถึง 1 องศาดี พนักงานหญิงคนเดิมเธอก็หันตัวกลับอย่างรวดเร็ว และวิ่งเข้าห้องนายห้างใหญ่ราวกับนินจา - ชั่วพริบตา
 ป้าแม่บ้านกับผมถึงกับมองหน้ากันอ้าปากค้าง อึ้ง – ทึ่ง (ไม่เสียวนะครับ เพราะการมองหน้าป้าแกแล้วมันเสียวไม่ลงจริงๆ)
 ผมอึ้ง เพราะเลือกตะลึงไม่ถูกระหว่าง ความไว กับ ความหน้ามึนของเธอ

 ผมไม่ได้คิดเรื่องแซงคิวนะครับ เพราะผมอยากจะคุยเป็นคนสุดท้ายอยู่แล้ว ผมคาดของผมเองว่าผมจะต้องใช้เวลาคุยนาน ไม่อยากให้คนอื่นมารอ เพราะมันก็ดึกมากแล้ว ผมกับนายห้างคงจะมีเรื่องคุยกันเยอะ แต่อะไรทำให้เธอต้องลงทุนขนาดนั้นครับ
 หรือเธอเป็นจีจ้า.. อ๊ะไม่แน่นะเนี่ย

 สักพักผมก็ได้ยินเสียงนายห้างคุยกับเธอ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกหน้าปกนิตยสารครับ ก็เป็นเรื่องสำคัญอีกนั่นแหละ ซึ่งแค่เธอเดินมาบอกกับผมพร้อมกับเหตุผลของเธอว่าจะขอเข้าไปคุยก่อน ผมไม่มีทางปฎิเสธเธอได้แน่ๆ ไม่เห็นต้องลงทุนทำอะไรขนาดนั้น

 การคุยของเธอใช้เวลาพักใหญ่
 ผมนั่งรออย่างไม่สนใจ อย่างไรเสียวันนี้ผมก็เตรียมใจมาแล้วว่านานแน่นอน แต่ก็เริ่มคิดว่า ขออย่าให้นายห้างเหนื่อยเกินไปจนอยากกลับบ้านแล้วนัดให้ผมมาสัมภาษณ์ใหม่วันหลังก็แล้วกัน คิดแล้วมันก็เสียวๆ ครับ เพราะมันเป็นไปได้สูง

 ...
 “คุณคะ เชิญค่ะ” ป้าแม่บ้านเดินมาสะกิดขณะที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านนิตยสารที่อยู่ในมือ
 อ้า...โอกาสเป็นของผมแล้ว ผมกำลังจะได้คุยสองต่อสองกะนายหน้าแล้ว แล้วผมก็เหลียวซ้าย-ขวาอย่างล่อกแล่กสำรวจดูรอบตัวว่านังจีจ้าจะกลับมาอีกหรือเปล่า
 ไม่ได้การ ผมเร่งฝีเท้าชิงเดินตามป้าแม่บ้านไปอย่างรวดเร็ว

 ผมเดินเข้าห้องสัมภาษณ์ กระพุ่มมือไหว้ ทักทายนายห้าง และหย่อนตูดลงนั่ง
 นายห้างก็กล่าวว่า “ขอโทษครับที่ให้รอ เราคุยเร็วๆ กันเลยแล้วกัน”
 กูว่าแล้วไง.. มารีบอีตอนนี้ทู้กที

 ผมนั่งรอไป 5 ชั่วโมง ได้พูดคุยสัมภาษณ์ 5 นาที ก่อนที่นายห้างจะตัดบทสิ้นสุดการสัมภาษณ์และชวนผมกลับบ้าน
 รอ 5 ชม. ได้คุย 5 นาที ... ย้ำ!!

  นี่แหละครับโลกแห่งวัตถุนิยม อะไรๆ มันก็ต้องเร่งรีบ และ แก่งแย่งกันไปหมด

หลังการสัมภาษณ์ แม้ผมจะไม่มั่นใจนัก แต่ดูเหมือนผมจะได้งาน เพราะเงินเดือนยังไม่ได้ข้อสรุป และยิ่งไปกว่านั้นคือ นายห้างยังไม่รู้ว่าจะให้ผมไปทำตำแหน่งอะไรดี แต่ก็เปรยๆ ว่าอยากให้ผมเป็นบรรณาธิการนิตยสารหัวนอกที่กำลังจะเปิดใหม่ ซึ่งผมขอบอกกับท่านผู้อ่นเลยครับว่ามันน่ากลัวมากๆ ครับสำหรับผม
ก็อย่างที่บอกแหละครับว่าการทำงานหนักกับความสุขมันเหมือนเป็นคู่อริกัน การทำหนังสือหัวใหม่มันต้องทุ่มเทมากๆ ต้องเหนื่อยมากๆ

ผมไม่ต้องการเงินเดือนมากๆ ผมต้องการความสุขมากๆต่างหาก
แม้ผมจะไม่ต้องการเงินเดือนมากๆ แต่ผมก็อยากได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความรับผิดชอบ, งาน และประสบการณ์ที่ผ่านมานะครับ
ถึงอย่างไร ผมก็ไม่อยากจะเอาเปรียบตัวเอง

ผมกลับบ้านด้วยความไม่มั่นใจ สุดที่รักของผมเธอคงจะดูออก เลยชวนคุยด้วยประโยคว่าการได้เป็นบรรณาธิการนิตยสารหัวนอกนั้นก็ดี มันเป็นประวัติการทำงานและโอกาสที่ดีของผม
เธอไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินแต่เธอบอกว่า งานฟรีแลนซ์ที่เราทำกันอยู่ก็ดีพอให้เราอยู่กันได้อย่างมีความสุข และมีข้าวกิน (แม้มันจะแพงโคตรก็ตามทีเถอะ)
ผมยิ้มตอบไมตรีของเธอและขอบคุณเธอด้วยการชวนเธอไปจ่ายตลาดหาซื้อของสดเตรียมไว้สำหรับทำกับข้าวด้วยกันในวันเสาร์-อาทิตย์

ถ้าผมต้องทำงานหนัก งานก็ต้องเบียดบังเวลาระหว่างผมกับแฟนไป แม้ว่าเราจะมีเงินมากขึ้น มันจะมีประโยชน์อะไรมากไปกว่าเรามีเงินให้จับจ่ายฟุ่มเฟือยมากขึ้น

บางเสียงว่ารายได้เยอะ ทำให้เรามีเงินเก็บมากขึ้น
ผมว่ารายได้ไม่สำคัญเท่ารายจ่าย
รายจ่ายน้อยต่างหากที่ทำให้มีเงินออมมากขึ้น
และเชื่อมั้ย ยิ่งจ่ายน้อยกลับทำให้ชีวิตยิ่งมีความสุขมากขึ้น
เช่นเดียวกัน เงินจำนวนนั้นมันซื้อเวลาให้ผมกับแฟนไปเดินจ่ายตลาดด้วยกันไม่ได้เลย

แหม.. จบซะซึ้งเชียวกรู

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อย่างนี้มันน่าขัดขา ให้ล้มหัวแหกกันไปข้างหนึ่งเลย...(ฮา)confused smile

#1 By robocon on 2008-05-04 17:47

Hot!

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-05-04 20:54

คราวนี้มาซะซึ้งเลยนะค่ะ
Hot!

#3 By ~memay~ on 2008-05-04 22:30

เธอหน้ามึนจริงๆ ..sad smile

Hot!

#4 By พ. on 2008-05-04 23:42

คิดได้อย่างนี้ ก็อยู่แบบพอเพียงครับ

#5 By รีคอนดำ on 2008-05-05 08:25

Hot!

ป.ล.ชะนีจีจ้าสมควรโดนตื้บเป็นที่สุด sad smile

#7 By = ต้น = on 2008-05-06 05:18

Hot!
ซึ้งกับคำว่า รายได้มันไม่ได้สำคัญเท่ากับรายจ่าย
เพราะทุกวันนี้คนส่วนมากมักจะพยายามทำงานให้มีรายได้มากๆ แต่ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี คงเป็นเพราะเขาลืมประโยคนี้ของคุณไป
big smile

#8 By ป้าหมู on 2008-05-09 16:25