ข้าวหลาม - หัวใจวาย
posted on 11 May 2008 19:40 by stonezoup in MyLifeStories9 พ.ค. 51 วันพืชมงคล
เปิดทีวีกะว่าจะดูข่าวเช้า เห็นการถ่ายทอดพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญถึงได้รู้ว่าวันนี้เป็นวันพืชมงคล – วันหยุด หันไปมองนาฬิกาและรู้ตัวว่าตื่นสายขนาดนั้นยังกระแดะจะดูข่าวเช้า จะบ้าตาย
สายๆ ไปทำธุระที่รพ.ยันฮี
ที่ยันฮีคนเยอะมาก ไม่รู้ว่าเยอะเป็นปกติแบบนี้ทุกวันอยู่แล้ว หรือว่าเยอะเพราะวันนี้เป็นวันหยุด
ประมาณว่า วันหยุดไม่มีอะไรทำ ไปทำนมเล่นกันเสียอย่างนั้น
สำหรับรพ.ยันฮี เมื่อได้ยินชื่อนี้ บางคนอาจจะนึกถึงรพ.ที่มีความเกี่ยวข้องกับการตัดแต่งพันธุกรรมความงาม หรือ การแปลงเพศ
ยันhe ให้กลายเป็น she
แต่สำหรับผม ยันฮี คือรพ.ที่มีขาใหญ่เยอะที่สุดในประเทศ
โดยส่วนตัว ผมไม่ค่อยถูกโรคกับการไปเยือนรพ.สักเท่าไร
โบราณว่า โรงพยาบาล โรงพัก เป็นสถานที่อโคจรที่คนไม่ค่อยอยากไป
ผมก็เหมือนกับคนอื่น กลัวไปแล้วได้อยู่ยาว
ก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ต้องรีบ ไม่ช้าก็เร็วต้องได้มานอนอยู่แล้วในอนาคต พอได้ไปก่อนเวลาอันควรเลยอึดอัด ครั่นเนื้อ ครั่นตัว ไม่ค่อยสบายใจ
กลัวหมอ กลัวพยาบาลจะชวนนอนเฝ้ารพ.เป็นเพื่อน
รพ.ไม่อยากไป อยากไปที่ชอบๆ มากกว่า
ต้องมีหลายคนแหละที่มีความรู้สึกแบบเดียวกัน ระยะหลังเลยได้เห็นรพ.หลายแห่งพยายามปรับปรุงให้น่าใช้บริการ น่าเข้ามากขึ้น แลดูน่าอึดอัดน้อยลง สบายหูสบายตา บางแห่งหรูหราเข้าขั้นโรงแรมห้าดาว อลังการงานสร้าง
นอนไปสบายอารมณ์ แต่ไม่สบายกระเป๋า
ยันฮีก็เป็นอีกแห่งที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่อยู่คู่ยันฮีในความคิดของผมคือ
ขาใหญ่-ใส่สเกต-ส่งเอกสาร
ขาใหญ่ที่นี่ประกาศศักดาอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์ หน้าพรหม
ทันทีที่คนป่วยเดินเข้ามาในรพ. จะพบกับพนักงานสาวๆ วิ่งส่งเอกสารภายในรพ.กันปรู๊ดปร๊าดด้วยรองเท้าสเกตและกระโปรงสั้นอันพริ้วไหวไปมาบนต้นขาอันล่ำสันปานท่อนซุง เป็นที่เขย่าขวัญ สั่นประสาทแก่ผู้พบเห็น
เห็นแบบนั้นผู้ป่วยบางคนแทบจะขอย้ายรพ.หนีกันเลยทีเดียว
แต่อย่าเพิ่งหนีไปไหน อันนี้เป็นนโยบายของรพ.ที่อยากให้คนไข้มีความตั้งใจหายป่วยโดยเร็วไว – เกี่ยวกันไหมเนี่ย
สำหรับผมมาที่นี่ทีไร ไม่รู้เป็นไง ไม่หิวข้าวหลาม ก็อยากจะเอาผ้าแพรไปผูกรอบขาคุณเธอทุกที
บ่ายๆ พี่หน่อยโทรมาเล่าเกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการตำรวจท่องเที่ยวอาสาของแกให้ฟังว่าตอนนี้ได้งบประมาณจากทางการบินไทยแล้ว
เป็นงบฯที่ทางการบินไทยขอรับบริจาคจากพนักงานเพื่อนำไปทำกิจกรรมคืนสู่สังคม
เห็นว่าได้เงินบริจาคมาประมาณสองแสน
โดยการบินไทยจะพิจารณานำเงินจำนวนนี้ไปใช้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมใน 3 โครงการนำร่อง
หนึ่ง - สร้างตึกรักคุณเท่าฟ้าที่ศิริราช
สอง - สนับสนุนลูกเรือกลุ่ม dog tag ในการทำกิจกรรมด้านการศึกษาในชนบทที่ห่างไกล
และสุดท้ายเป็นโครงการของพี่หน่อย ตำรวจฯอาสา
พี่หน่อยเป็นคนจริง ทำอะไรทำจริง ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้สตั๊นท์
แกเล่าว่าช่วงที่เงียบหายไป แกลองไปติดต่อเสนอโครงการนี้ให้กับทางตำรวจท่องเที่ยว และเสนอไปทางรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา
เออ...เอากะแกสิ ออกเงิน ทำเอกสาร เขียน proposal ไปนำเสนอโครงการกับรมต.กันเลยทีเดียว แล้วไม่ใช่ไปแบบธรรมดา แกไปพร้อมกับเครื่องแต่งกายเต็มยศในเครื่องแบบตำรวจแคลิฟอเนียของแก
รัฐมนตรี, เจ้าหน้าที่ของรัฐถึงกับอึ้งในความบ้าของแก
คนทำอะไรจริงจัง บางทีก็ดูเหมือนคนบ้า แต่ก็ยังดีกว่าบ้าแล้วเที่ยวเอามีดไปไล่จี้คอชาวบ้าน หาชาวบ้านไม่ทัน มันก็เอามีดจี้คอตัวเอง
สงสัยเป็นคนเมายาขี้ใจร้อน
ผมบอกพี่หน่อยว่ามีอะไรให้ผมช่วยก็บอก แต่จะให้ผมไปแต่งตัวเป็นตำรวจแคลิฟอเนียแบบแกผมขอบาย
หุ่นทรมานเครื่องชั่งน้ำหนักอย่างผม ใส่ไปก็กลัวทำเครื่องแบบเขาหม่นหมอง
เรื่องเครื่องแบบนี่แกจริงจังมาก ใครจะทำงานอาสาสมัครกับแกต้องแต่งเครื่องแบบแบบแกเท่านั้น จะมาใส่เสื้อม่อฮ่อม หรือ สายเดี่ยวโชว์ดือ ไก่กาไม่ได้ แกไม่ยอม
แกเล่าให้ฟังว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงในตำรวจท่องเที่ยวคนหนึ่ง บอกแกว่าทำไมต้องทำให้เรื่องยุ่งยาก ถ้าอยากช่วยก็แต่งตัวไปยื่นกับเจ้าหน้าที่ของตำรวจท่องเที่ยวที่จตุจักรเลยสิ จะมายื่นเอกสารนู่นนี่นั่นให้ยุ่งยากทำไม
แต่พี่หน่อยแกเล็งเห็นแล้วว่า ลำพังตัวแกคนเดียวน่ะไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะแกรู้อยู่ว่าแกกำลังทำอะไร ขอบเขตมันอยู่ตรงไหน แต่กับอาสาสมัครคนอื่นซึ่งเขาอาจจะไม่เข้าใจในการปฎิบัติหน้าที่หรือขอบเขตการใช้อำนาจล่ะ
อำนาจไปอยู่กับคนที่ใช้ไม่เป็นมันก็น่ากลัวอยู่นะ
จากช่วยจะกลายเป็นไปสร้างความเดือดร้อนเอา
ผมดูเอาก็เป็นห่วงกลัวเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน บอกแกไปว่าให้ระวัง ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง
จนท.ระดับสูงของตำรวจท่องเที่ยวไทยก็ตอบพี่หน่อยว่า ก็ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่สิ ก็หยวนๆกันไป เขามาช่วยงานเรา อะไรยอมกันได้ก็ยอมกัน
มิน่าล่ะ... บ้านเมืองเราถึงได้เจริญฮวบๆ ขนาดนี้ เพราะมันคิดงี้นี่เอง
ระหว่างที่โทรศัพท์คุยอยู่กับพี่หน่อย มีอีกสายหนึ่งแทรกเข้ามา บอกว่าให้ไปรับงานที่ตรวจเสร็จเรียบร้อยแล้วกลับมาได้
ผมขอตัว วางสายจากพี่หน่อยแล้วรีบออกจากบ้าน
ต้องแข่งกับเวลาเพราะต้องรีบนำงานชิ้นเดียวกัน ไปส่งให้ลูกค้าอีกที่หนึ่งแถวถ.ราชบพิตรตรวจก่อนจะถึงเวลาเลิกงาน
เข้าไปที่สนง.ของลูกค้าแห่งแรก หนึ่งในสองคนที่กำลังนั่งตรวจงานอยู่ คือคนที่(คาดว่า)เขาคงจะไม่ค่อยชอบหน้าผมสักเท่าไร
มืออาชีพจะเมาท์ใครต้องเรียกเป็นอักษรย่อ – ตั้งให้เลย กกน.
พอเห็นว่ากกน.อยู่ปั๊บ ผมเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าเอาไว้เลย กะว่าถ้ากกน.เงยหน้าขึ้นมาประสานสายตากับผมเมื่อไร จะสวนให้เลยทันที!
พอกกน.เงยหน้าขึ้นมาปั๊บ
ผมไม่รอช้า กระพุ่มมือยกขึ้นไหว้อย่างรวดเร็วด้วยอาการน้อบน้อม กกน.ตั้งตัวไม่ทัน นี่เป็นไง.. เอาไปเลยหนึ่งดอก... ถึงกับงง
ดีนะที่ผมชิงเห็นก่อน เลยเตรียมตัวยกมือไหว้ทัน
ได้ผลเลย พอยกมือไหว้ปุ๊บ กกน.ยิ้มทันที แม้จะเป็นยิ้มอย่างไว้เชิง แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ทำให้การทำงานหลังจากนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น
ใช้เวลาที่สนง.ลูกค้าประมาณ 15-20 นาทีแล้วรีบลากลับ
ไม่นานก็มาถึงสนง.งานลูกค้าอีกแห่งแถวถ.ราชบพิตร
กับลูกค้าที่นี่ค่อนข้างจะซี๊กัน การตรวจงานเลยเป็นไปอย่างครึกครื้นเน้นฮามากกว่า แต่มีพนักงานคนใหม่อยู่คนที่เพิ่งจะเคยพบหน้ากัน เขาก็วางท่าอยู่พอสมควร ทั้งที่เป็นแค่ลูกน้องมันวางท่าอย่างกะเป็นผู้อำนวยการ
เฮียต.ทำเสียงเข้มใส่ผมทันที หลังตรวจพบความผิดพลาดเล็กๆจากงานที่เอาไปส่ง
มันจะเข้มไปไหน งานผิดนิดหน่อย ทำอย่างกะตรวจเจอมะเร็งลำไส้
แต่ก็ไม่ได้ถือสาอะไร ยิ้มตอบไปว่าเดี๋ยวแก้ให้ ไม่มีปัญหา
เห็นมั้ยว่าอำนาจอยู่กับคนที่ใช้ไม่เป็นเนี่ยมันช่างน่ากลัว
มันคงคล้ายๆ กับการเอารถเฟอร์รารี่หรือฟอร์มูล่าวันไปให้คนขับแท็กซี่หรือคนขับรถเมล์(บางคน)ขับนั่นแหละ
มีหวังมันเหยียบคันเร่งกระฉูด ขับปาดหน้า ไล่บี้กันเป็นที่สนุกสนานไม่เกรงอกเกรงใจประชาชนคนร่วมใช้ถนน
10 พ.ค. 51
ความอยากรู้อยากเห็นของคนเรานี่ไม่มีวันสิ้นสุดจริงๆ
เปิดทีวีมีรายการสารคดีตามหาเมืองกบิลพัสดุ์ เมืองที่เป็นบ้านเกิดของพระพุทธเจ้า
เมืองที่สูญหายไปเมื่อหลายพันปีก่อน
แน่นอนว่าการตามหาต้องไปปักหลักเริ่มต้นกันที่กบินทรบุรี แหม...จะตลกไปไหน ต้องเริ่มต้นที่ประเทศอินเดียสิ
จากนั้นก็พยายามสืบเสาะ ค้นหาไปเรื่อยๆโดยอ้างอิงหลักฐานการบันทึกจากเอกสารของพระถังซำจั๋ง ตามที่ท่านเดินทางจาริกแสวงบุญ
เสียดายที่สารคดีไม่ได้บอกว่าไปกับเห้งเจีย โป้ยก่าย ซัวเจ๋งหรือเปล่า อยากรู้นะเนี่ย
เริ่มค้นหาจากจุดนั้น ไปจุดนี้ คล้ายการต่อจิ๊กซอว์ เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ
หลักๆ แล้วก็อ้างอิงการค้นหาโบราณสถาน โบราณวัตถุต่างๆที่ถูกสร้างในยุคสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งเป็นยุคที่พระพุทธศาสนาเฟื่องฟูมากที่สุด
เฟื่องฟูถึงขนาดคนทั้งประเทศอินเดียแทบจะนับถือศาสนาพุทธกันหมดเลยทีเดียว
แต่พอหลังจากหมดยุคของพระองค์ คนในอินเดียกลับค่อยๆ นับถือพุทธกันน้อยลง
ปัจจุบันหันไปนับถือลัทธิอื่นกันเกือบหมดแล้วมั้ง
แต่ศาสนาพุทธก็ยังไม่ได้สูญหายไปไหน ความเฟื่องฟูของพุทธศาสนาได้ถูกย้ายมาฝังรากลึกแถบบ้านเรา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน เพราะตอนที่ศาสนาพุทธเฟื่องฟูสุดๆ ในยุคพระเจ้าอโศก มันได้แผ่ขยายลุกลามมาแถบบ้านเราด้วย บ้านเราเลยรับช่วงต่อการเป็นฐานที่มั่นของศาสนาพุทธ
แรกเลยในการค้นคว้า มีการค้นพบซากเสาหินที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศก (เสียดายจำชื่อเสาไม่ได้) จากนั้นก็ค้นหาต่อจนเชื่อมโยงไปพบกับซากโบราณสถาน
การค้นพบนั้น ทางหนึ่งก็คาดเดาว่าเป็นพระราชวังที่เจ้าชายสิทธัตถะเคยทรงประทับ
ภาษาบ้านๆ ก็คาดว่าจะเป็นบ้านของท่านนั่นแหละ คาดเดากันถึงขนาดชี้ประตูกันเลยทีเดียวว่าประตูนี้แหละน่าจะเป็นประตูที่พระองค์ทรงใช้เดินทางออกจากวังในคืนที่ทรงตัดสินใจออกบวช
หลักฐานยืนยันคือสถูปที่คาดเดาเอาว่าเป็นสถูปที่สร้างให้ม้ากัณฐกะ ม้าตัวที่พระองค์ใช้ขี่ออกจากวังไปพร้อมกับนายฉันนะ
ว่ากันว่าหลังจากส่งเจ้าชายสิทธัตถะแล้ว ม้ากัณฐกะก็ตรอมใจตายในระหว่างทางกลับเข้าวัง
เป็นม้าที่ซื่อสัตย์รักเจ้าของมากจริงๆ สมกับเป็นม้าของพระพุทธเจ้า
อีกทางหนึ่งก็คาดเดาเอาว่านี่ไม่ใช่วังแต่น่าจะเป็นวัดมากกว่า (มีเหตุผลสนับสนุนแต่จำไม่ได้)
แต่ละฝ่ายก็มีหลักฐานสนับสนุนความเห็นของตน
สองฝ่ายที่ว่า ฝ่ายหนึ่งคืออินเดีย อีกฝ่ายหนึ่งคือเนปาล
ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามยืนยันแย่งกันว่าบ้านเกิดของพระพุทธเจ้าอยู่ในประเทศของตน ซึ่งอาจจะเป็นไปได้อีกเหมือนกันว่า เมืองกบิลพัสดุ์อาจจะกว้างใหญ่พอที่จะกินอาณาเขตของทั้งสองประเทศเลยก็ได้
เพราะขนาดในยุคหนึ่ง อาณาเขตของแคว้นมคธยังกว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมเกือบทั้งอินเดียกันเลยทีเดียว
เป็นสารคดีที่น่าดูมาก ฉายทางไทยพีบีเอส แม้จะดูไม่ค่อยสนุก แบบดูไปง่วงไป เคลิ้มๆหวิดจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในฝันอยู่แล้ว แต่ก็ได้ความรู้ดี
นอกจากจะรู้เรื่องการสืบค้น ยังทำให้รู้อีกว่านามสกุลของพระพุทธเจ้าคือ ศากยะ (อันนี้อาจจะเคยรู้แต่ลืมไปแล้ว จำได้อยู่สองอย่างว่า ศากยะเป็นแคว้น กับ เป็นราชวงศ์ของพระองค์)
ซึ่งปัจจุบันมีการกล่าวอ้างว่าสกุลศากยะยังอยู่ หมายถึงยังมีคนสืบเชื้อสายพระพุทธเจ้ามาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นหมื่นคน
หนึ่งในจำนวนนั้น ท่านเป็นภิกษุ
ซึ่งก็เป็นการกล่าวอ้างที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ เพราะมันก็ล่วงเลยมานับพันปี ใครจะไปรู้ว่าสืบเชื้อสายมาจริง หรือเพิ่งจะตั้งขึ้นมาในยุคสมัยใดสมัยหนึ่ง อาจจะตั้งขึ้นเองด้วยความศรัทธาหรือเหตุผลอื่นก็ว่ากันไป ไม่รู้จะให้ไปหาหลักฐานอะไรมายืนยัน
ก็เอาเป็นว่าปล่อยให้เป็นปริศนาเล็กๆ กันต่อไป
ไม่เห็นต้องไปสืบเสาะหาพระพุทธเจ้าท่านหรือเชื้อสายของท่านหรอก ท่านก็อยู่ในเราทุกคนเนี่ยแหละ
แหม..สาธุ
หลังๆมานี่ ติด(ตาม)หลายๆรายการของช่องไทยพีบีเอสไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งสารคดี และรายการอื่นๆ
ส่วนใหญ่จะกดหนีรายการที่น่าเบื่อมาจากช่องต่างๆ สุดท้ายก็มาหยุดที่ช่องนี้
โดยเฉพาะหนังไทยเก่าๆสมัย มิตร ชัยบัญชา ที่ฉายตอนกลางคืนวันเสาร์ ชนกับบิ๊กซีนีม่าเนี่ย โดนใจมาก รู้สึกจะเป็นรายการแกะกล่องหนังไทย
ไม่ใช่ใหม่แกะกล่องนะ แต่เป็นเก่าแกะกล่อง
ดูแล้วอารมณ์เหมือนดูหนังเควนติน ตารันติโน ที่ชอบทำเลียนแบบเป็นหนังเกรดบี เก่าๆ ฟิลม์เกรนเยอะๆ กระตุกๆ กระโดดๆ
อันนี้ไม่ต้องทำ กระตุก กระโดดเองโดยธรรมชาติ
ภาพอาจจะหม่นๆ แต่เสียงใสปิ๊งเลยนะ เซอร์ราวนด์ด้วย
อาทิตย์ที่แล้วถึงกับทำใจลำบาก อินเดียน่าโจนส์ก็อยากดู หนังไทย(จำชื่อไม่ได้) ก็อยากดู สุดท้ายก็เลือกดูหนังไทย เพราะถ้าพลาดไปก็ไม่รู้จะไปหาดูจากที่ไหน
กลับมาพูดถึงเมืองบ้านเกิดของพระพุทธเจ้าที่เขาตามหากันดีกว่า
ตอนที่ดูก็แอบคิดว่า ไม่รู้จะตามหากันทำไม จะอยากรู้กันไปทำไม ว่าเมืองมันเคยตั้งอยู่ตรงไหน รู้แล้วอย่างดีก็ได้แค่พัฒนาขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็เท่านั้น
เหมือนที่เราเคยรู้ว่าไดโนเสาร์เคยอาศัยอยู่แถบจังหวัดกาฬสิน เออ...ไดโนเสาร์มันเคยอยู่แล้วไงต่อ สักพักก็เงียบไป
ดีที่ไม่มีหมอผีคนไหนเชิญวิญญาณไดโนเสาร์เข้ามาประทับร่างกลายเป็นเจ้าพ่อไดโนเสาร์ไป
อันที่จริง มันน่าจะมีคนทำสารคดีเกี่ยวกับแนวคิดทางศาสนา หรือ คำสอนทางศาสนาบ้าง
หรือถ้ามันลึกไป ทำยาก ก็เอาเป็นตามรอยคำสอน หรืออะไรก็ได้ที่คนสามารถนำไปใช้พัฒนาจิตใจ หรือยกระดับจิตใจได้
ยังไงๆ ทุกวันนี้คนเราก็ถูกเสี้ยมสอนโดยทีวีกันจนทีวีมันจะกลายเป็นศาสดาของเรากันอยู่แล้ว
สืบเสาะหากันมากพอแล้วทางวัตถุ ดูสนุก ได้ความรู้กว่าดูละคร อันนี้ไม่เถียง แต่มันนำไปใช้อะไรในชีวิตไม่ได้
หลายเรื่องที่เกี่ยวกับหลักธรรมในพุทธศาสนาน่าเรียนรู้ น่าสนใจ เยอะแยะมากมาย
ถ้าเอามาทำเป็นสารดีดูเพลินน่าจะดี เอามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย ในยุคข้าวแพง น้ำมันแพงแบบนี้
เออ...อีกไม่กี่วันจะได้เติมน้ำมันลิตรละ 40 บาทแล้ว จะบ้าตาย
จะขี่จักรยานก็กลัวสังคมจะรังเกียจ ต๊ายอีนี่ กรรมกรหรือไงย่ะ เหงื่อไหลไข่ย้อย เอ้ย ไคลย้อยเปียกโชกมาเชียว ยาจก ไพร่ สถุลสิ้นดี
แต่ก็คงโดนรังเกียจได้ไม่นาน เดี๋ยวก็เป็นมะเร็งปอดตาย เพราะต้องสูดคาร์บอนมอนฯจากควันรถทุกวัน
ถ้านักข่าวไปถามนายก กรณีนี้ท่านคงแนะนำว่า ก็หายใจทางตูดสิ หรือไม่คุณก็อย่าหายใจเข้า หายใจออกอย่างเดียวพอ ก็รู้อยู่ว่ามีควันพิษ คุณจะหายใจเข้าสูดดมสารพิษไปทำหอกอะไร
เหมือนกับที่เคยแนะนำว่าข้าวแพงให้กินก๋วยเตี๋ยว หมูแพงให้กินไก่ เล่นซะเต็มข้อเลย ถ้าไม่บอกคนไทยคงคิดไม่ออกนะเนี่ยว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร
ดีใจด้วยจริงๆ สำหรับคนที่ลงคะแนนเสียงให้
พูดถึงเรื่องปากเสีย วันนี้เกือบซวยหวิดเกิดกรณีพิพาท เพราะตอนกำลังนั่งพิมพ์งานอยู่ จู่ๆ เธอที่รักก็เข้ามาถามนู่นนี่ ไอ้เราก็ตอบไปแบบปรับโทนเสียงไม่ทัน
สงสัยเสียงจะกระด้างระคายหูเธอไปมาก เพราะหลังจากนั้นเธอเงียบไม่พูดด้วยอยู่เป็นนาน เหมือนเป็นการส่งสัญญาณมรณะ ดีที่ไหวตัวทันรีบเข้าไปขอโทษ
ไม่งั้นล่ะเมิงเอ๋ย...บรรยากาศมาคุแน่
ปล. ดูข่าวเห็นสส.ของประเทศอะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้ กำลังนั่งๆ อภิปรายอยู่ในสภา จู่ๆ ก็วูบหล่นเก้าอี้หัวใจวายตายไปเฉยเลย ท่าทางแกคงเครียดมาก ไม่รู้ว่าแกกำลังเครียดเพราะโดนซักฟอกเรื่องทุจริตอะไรหรือเปล่า
ถ้ามาอยู่บ้านเรานะ ก็ไม่ตายหรอก โดนซักฟอกก็บีบน้ำตาให้องอาจสมตำแหน่งสักหน่อย บอกว่าทำผิดโดยเจตนาบริสุทธิ์ห่าเหวอะไรก็ว่าไป
แต่สงสัยเราจะดูละครมากไป เลยคิดว่า เวลาคนจะหัวใจวาย ต้องทำท่าเว่อร์ๆ เอามือบีบหน้าอกข้างซ้าย เอื้อก! เอื้อก! ตาเหลือก ก่อนตายสิ้นใจ อ้อ..สั่งเสียอีก 2 ชม.ก่อนตาย
จำไว้ถ้าจะหัวใจวายอย่าไปวายที่ต่างประเทศ ให้มาวายที่เมืองไทย อย่างน้อยก็มีเวลาสั่งเสียเป็นชม.

นั่นอ่าสิ น่าจะเป็นยันชี
#1 By little Dog on 2008-05-12 02:11