ทุกข์มีให้เห็น
posted on 22 May 2008 11:54 by stonezoup in MyLifeStories20 พ.ค. 51
ออกจากบ้านไปประชุมแต่เช้า
รับบรีฟงานไม่กี่คำถึงกับตกใจ!
งานจะใช้ก็ประมาณเดือนมีนาปีหน้า บรีฟกันตั้งแต่ตอนนี้เลย ทำอย่างกะจะสร้างคอนโดฯ
“อ๋อ... ป่าวหรอก เจ้านายเขาเร่งมา เขาอยากเห็นว่าแบบจะรูปร่างหน้าตาออกมาเป็นไง” ลูกค้าบอก
เอ้า...ว่าไงก็ว่าตามกัน เข้าใจครับไอ้เรื่องทำตามอารมณ์ของเจ้านายเนี่ย
“แต่ผมขอเสนอราคาก่อนก็แล้วกันนะครับ ราคาผ่านค่อยว่ากันเรื่องแบบ”
ลูกค้าบอกไม่มีปัญหา อาทิตย์หน้าเจอกัน ประชุมอีกรอบ
แล้วก็มาถึงเรื่องที่เก็บอยู่ในใจเอาไว้เสียหลายวัน
“พี่ครับ ผมกำลังจะปิดบริษัท” เห็นลูกค้ากำลังเผลอๆ ผมซัดเข้าเต็มข้อเลย
“เฮ้ย” ลูกค้าถึงกับผงะ ทำหน้าตกใจ ร้องลั่น “ทำไมล่ะ”
“ก็งานที่ผมรับทำให้พี่น่ะ รายจ่ายตกเล่มละ 600,000 รายได้ไม่มีเลย แล้วผมจะหาเอาจากที่ไหนมาจ่ายอ่ะครับ บริษัทมันเลยเจ๊งครับ”
ขยายความกันลืม คือ รับทำนิตยสารให้ลูกค้า แต่ละฉบับจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 600,000 บาท รายได้ส่วนหนึ่งลูกค้าออกให้ ที่เหลือให้ผมออกเอง โดยไปหารายได้ทดแทนส่วนที่หายไปจากการขายโฆษณาและอื่นๆ จะทำวิธีไหนก็ตามใจ
ก็ทำตามใจมันทุกวิธีแต่มันก็หารายได้ไม่ได้จริงๆ เลยต้องปิดบริษัท บอกลูกค้าไปว่าทำไม่ไหวจริงๆ
“ทำไมไม่ยอมบอกพี่ก่อน จะได้ช่วยหาวิธี” พี่เขาเหมือนจะยื้อ
“ผมก็เกรงใจครับ” ก็เรื่องของเรา จะให้ลูกค้าไปรับภาระก็ยังไงอยู่ เราก็คิดว่าจัดการเองได้ “ไม่กล้าบอก ก็พยายามเต็มที่ คิดว่าคงจะแก้ปัญหาได้ แต่มันแก้ไม่ได้จริงๆครับ”
“อืมม์...” ลูกค้าถึงกับอึ้งกิมกี่
“พี่ไม่สงสัยเลยหรือครับว่าทำไม ผมวิ่งไปสัมภาษณ์ ทำคอลัมน์คนเดียว วิ่งไปรับ-ส่งปรู๊ฟเอง ออกแบบ-จัดหน้าเอง เล่มที่ผ่านมาหนา 100 หน้า ผมทั้งเขียน ทั้งสัมภาษณ์ ทำคนเดียวทั้งเล่มเลยนะน่ะ”
“เออ..พี่ก็ถึงว่า พักหลังเห็นวิ่งส่งเอกสารเอง”
“ใช่ครับพี่ เป็นแมสเซนเจอร์ด้วย... พี่ไม่รู้ แสดงว่าผมเนียนใช้ได้นะ ทำงานคนเดียว เหมือนใช้คนทำทั้งบริษัท 555”
“จะขำทำไม ปิดบริษัท?”
“แหม...พี่ บริษัทมันจะปิดก็ต้องปิด ทำไม่ไหวเราก็อย่าฝืนทำ” ผมยิ้ม
“ไม่เสียใจเหรอ”
“ไม่ครับ ผมทำเต็มที่ ทำดีที่สุดแล้ว ภูมิใจมากกว่า บริษัทปิด แต่ผมยังอยู่”
“เอองั้นพี่ขอโทษด้วยที่ต้องทำให้ปิดบริษัท ไว้เราต้องเอาเรื่องนี้เข้าห้องประชุม เรื่องใหญ่นะเนี่ย คงต้องคุยกันหลายฝ่าย”
“โอเคครับ รบกวนพี่ด้วยนะครับ”
พอออกมาจากออฟฟิศลูกค้าแล้วรู้สึกสบายใจเหมือนใส่เจเพรส แถมมีความรู้สึกภูมิใจเจือปนอยู่พอประมาณ
สบายใจที่ได้พูดความจริงแล้วลูกค้ารับฟังอีกทั้งยังเข้าใจ
ภูมิใจที่ผ่านมาได้ทำงานชิ้นนี้อย่างเต็มกำลัง
ทั้งที่ตอนรับงานชิ้นนี้มา มันแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะมีโอกาสได้กำไรตอบแทนเป็นเงินทอง
ขาดทุนเห็นๆน่ะว่างั้น แต่ก็ทะลึ่งยังอยากจะทำ พอได้ทำก็ทำอย่างเต็มกำลังโดยไม่สนใจว่าจะได้เงินมากน้อย
อารมณ์เหมือนคนมีอันจะกินทำงาน จะทำอ่ะใครจะทำไม
ตอนที่ทำก็รู้สึกสนุกกับงานจริงๆ คงเพราะมันเป็ฯการทำงานเพื่องานมากกว่าทำเพื่อเงิน (มิน่าบริษัทมันถึงต้องปิดตัว 555) และตอนนี้มันก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า แม้มันจะไม่ได้เงิน แต่สิ่งที่ได้กลับมามันมีคุณค่าและเจ๋งยิ่งกว่าคือความเข้าใจ-เห็นใจและไว้เนื้อเชื่อใจจากลูกค้า
ลูกค้าจะเข้าใจเรานี่ว่ายากแล้วนะ เห็นใจนี่ยากยิ่งกว่าอีก เรื่องเชื่อใจ ไม่ต้องพูดถึง โคตรยาก
ทีแรกก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าเขาจะเข้าใจไหม มันก็มีโอกาสอยู่มากที่เขาจะไม่สนใจเพราะมันเป็นปัญหาของเรา
แต่ดูๆแล้วหลังจากวันนี้ที่ได้พูดคุยกัน เรื่องก็น่าจะผ่านไปด้วยดี ที่เหลือคงต้องไปลุ้นต่อในที่ประชุมว่าเสียงส่วนรวมจะว่าอย่างไร
สบาย..ตัวปลิวไปส่งงานอีกที่ด้วยความรีบร้อน กระเหี้ยนกระหือรือ เพราะใกล้จะเที่ยงแล้ว
ไม่ได้หิว แต่สถานที่ต่อไปที่ต้องไปส่งงานมันคือ ม.หอการค้า
สถาบันที่อุดมไปด้วยสาวๆในชุดนักศึกษารัดรูป โอ้ว...แม่เจ้าโว้ย แค่คิดเลือดกำเดาก็พาลจะไหลเสียให้ได้ – เอ..สงสัยจะติดนิสัยไอ้ตุ๊มานะเนี่ย
เช่นนั้น ถ้าไปถึงที่ม.เลยเวลาเที่ยงซึ่งไม่ใช่เวลาพัก สาวๆหน้าตาจิ้มลิ้มอาจจะมีปริมาณน้อย ดีมานไม่สัมพันธ์กับซัพพลายไม่พอต่อการบริหารสายตา ต้องไปตอนเที่ยงเนี่ยแหละ เต็มๆรับรอง
ลั้นลา...อากาศดี สตรีเยอะ
1 ชม.ที่เต็มไปด้วยสาวๆ แหม..เล่นเอาซะตาเข - อ่ะ...ล้อเล่น
ส่งงานเสร็จรีบกลับมารับแฟน พาไปทานมื้อเที่ยง ก่อนจะไปหาลูกค้าอีกที่ก่อนแวะกลับบ้าน
ตกเย็นมีลูกค้าสายการบินโทรมาให้ไปรับงานอีกชิ้น
ก่อนนอนถามแฟนว่า “เอ๊ะ! ทำไมเต็งดูเปลี่ยนไป อ๋อ...เพราะเต็งใช้พอนด์เอจมิราเคิลนี่เอง มิน่าถึงได้ดูเปลี่ยนไป”
“ยัง! ยังไม่ได้ใช้ เพิ่งซื้อมาวันนี้เอง ยังไม่ทันเปิดฝาเลย”
“แหม...ของเขาดีจริงๆนะแค่ซื้อมา ยังไม่ทันใช้ก็เริ่มดูเปลี่ยนไปซะแระ อิอิ”
ปล. วันก่อนไปอ่านเจอว่าให้ set ค่าอะไรบางอย่างในเครื่องเพื่อเพิ่มสปีดให้ adsl - ก็ลองทำตาม ปรากฎว่าวันนี้เนตช้าผิดปกติ เลยลองไปปรับให้ค่าเท่าเดิม หูย..เนตเร็วขึ้นทันตาเห็น
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าไปหลงเชื่อทำตามอะไรง่ายๆถ้าไม่รู้หรือไม่เข้าใจจริงๆ
set มั่วซั่ว ดีนะที่เครื่องไม่เจ๊งจนต้องเอาไปซ่อมเสียก่อน
แฟนไปอ่านเจอในนิตยสารมารีแคลร์ เล่าให้ฟังว่าที่ประเทศเล็กๆประเทศหนึ่ง ฐานะยากจนมาก เลยทำให้ประชากรผู้ชายส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดของประเทศนี้ต้องขายบริการทางเพศให้กับผู้หญิง
แหม...ช่างคิดจริง ชอบขายตัวงี้น่าจะมาอยู่เมืองไทย มาขายเสียง หรือปลอมวุฒิการศึกษาไปเป็นสส.ก็ได้ แป๊บๆก็มีคนมาซื้อตัวไปอยู่พรรคนั้นพรรคนี้แล้ว – สบาย
ผู้หญิงที่มาซื้อบริการส่วนมากก็มาจากโลกตะวันตกเดินทางหลั่งไหลเข้าคิวกันมาใช้บริการ เว่อร์ไป...ไม่ขนาดนั้น แต่เห็นบอกว่านั่งเครื่องบินข้ามประเทศมาใช้บริการกันมากจริงๆ จนสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับผู้ชายในประเทศนั้นกันเลยทีเดียว
แฟนว่าแปลกและถามผมว่าแปลกไหม
ผมบอกว่าไม่แปลก แฟนไม่เห็นด้วย บอกว่าเราต้องเห็นว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องแปลกสิ ไปยอมรับได้อย่างไร
ผมบอกว่าไม่แปลกหรอก แต่เราไม่ควรจะให้มันเกิดขึ้นต่างหาก แล้วเราจะยอมรับหรือไม่ยอมรับมันก็เกิดขึ้นแล้ว
ในบ้านเราก็มี
แฟนทำหน้างง ได้ทีเลยอธิบายต่อ
ไม่แปลกเพราะเป็นที่รู้กันดีว่าโลกฝั่งตะวันตกเป็นโลกระบบทุนนิยม เป็นโลกที่เร่งรีบ ทุกคนมุ่งมั่นหาเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อจะได้ซื้อสิ่งอำนวยความสะดวก หวังว่ามันจะสร้างความสุขสบายให้กับชีวิต
ซึ่งมันก็ให้ความสุขสบายจริง แต่มันเป็นแค่เพียงภายนอกเท่านั้น ไม่ใช่ความสุขที่แท้ แหม...ชักจะพูดเหมือนพระเข้าไปทุกที แต่มันจริงนี่หว่า
สุขสบายแต่ชีวิตแห้งแล้ง
พวกเธอเลยต้องการความสุขที่แท้มาเติมเต็มให้กับชีวิต
แต่บางคนก็ยังตามืดบอด โอ้โหหมั่นไส้ตัวเองจริงๆดูใช้สำนวน คิดว่าการเอาเงินไปซื้อหาบริการจากผู้ชายประเทศนั้นมันคือความสุขที่ขาดหายไป
คือไปยึดติดกับความสุขปลอมๆไง
ความสุขที่คนชายขายบริการที่มอบให้ด้วยการดูแลเอาใจใส่ปรนนิบัติอย่างดี ไม่ว่าคนซื้อบริการจะแก่ จะอ้วน อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นความสุขแบบปลอมๆ สุขแบบชั่วคราว คนขายก็ทำตามหน้าที่ ทำไปตามแรงขับของการอยากได้ค่าตอบแทน
พูดบ้านๆก็เห็นแก่เงิน ซึ่งก็ไม่ต่างจากคนซื้อสักเท่าไร เป็นอันว่าหลงทั้งคู่ ทั้งคนซื้อ คนขาย ดีไม่ดีนะ พวกที่ขายบริการพอได้เงินมาก็ไปโดนมงโดนเมีย โดนแฟนหลอกอีกต่อหนึ่ง
มันก็เหมือนกรณีหญิงขายบริการหรือเมียเช่าในบ้านเรา
แรกก็อาจจะทำไปเพราะความยากจน เห็นคนอื่น เห็นเพื่อนทำแล้วมีรายได้ดี เอาเงินไปซื้อหาสิ่งของมาเชิดหน้าชูตา
แรกเข้าวงการก็เพราะความลำบาก อยากมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว
แต่พอทำๆไป เอ๊ะ! ชักยังไง ครอบครัวก็ไม่ได้ยากลำบากเหมือนเดิม เงินทองก็มีแล้ว แต่ไหงออกจากวงการไม่ได้สักที
มีผัวมีแฟนกะเขาสักคนก็ดันสูบเลือดสูบเนื้อทำตัวเป็นสรรพากรไป
คนเหล่านี้ออกแนวติดกับดักความโลภ ติดกับดักความไม่รู้จักพอของตัวเอง
นี่แหละคือสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น
ตั้งแต่แรกถ้ามองเห็นความไม่รู้จักพอ วงจรนี้ก็จะไม่เกิด
คนซื้อไม่บ้าหาเงินจนรู้สึกเหมือนชีวิตขาดหายอะไรไป
คนขายก็ไม่บ้าขายกันตะพึดขายกันจนเอวเคล็ดเข่าเสื่อม เป็นอ๊งเป็นเอดส์ก็ว่ากันไป
สำหรับพวกเขาและเธอทั้งหลายเหล่านั้นถ้ามีเวลาหยุดคิดสักนิด มองให้เห็นความจริงแห่งชีวิตว่า ความสุขที่แท้ไม่ต้องเสียเงินซื้อหาสักบาทเดียว
มันอยู่แค่เพียงลมหายใจปลายจมูกของเราทุกคนนี่เอง
จะหาเงินก็หาไป ทำไมต้องให้เงินมาทำร้ายเรา?
เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะทุกข์
ทุกข์มีให้เห็น ไม่ได้มีให้เป็น

แต่มันก็เหนื่อยแทนจริงๆล่ะครับ
ปล.สาว ม.หอการค้ารักจริงหรอครับ
ผมเป็นพวกไม่เห็นภาพจินตนาการไ่ม่เป็น ขอรูปด้วยคร๊าบ..แฮ่ๆ
#1 By robocon on 2008-05-22 13:48