ความรัก คือ ความเข้าใจ
posted on 10 Jan 2009 19:32 by stonezoup in SorPorChaw
พระพุทธเจ้าสอนว่า “ยิ่งบุคคลมีความรักมากเท่าไร ก็ยิ่งจะมีความทุกข์ ความผิดหวัง มากขึ้นเท่านั้น”
ฟังๆ ดู คล้ายกับว่าพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไม่ให้คนมีความรักนะครับ
ถึงจะลองทบทวน คิด วิเคราะห์ดูแล้ว จะเห็นด้วยว่ามีความจริงบางอย่างในคำสอนนี้ก็ตามที เราก็อาจยังสงสัยอยู่ว่า ถ้าคนเราไม่มีความรัก แล้วชีวิตจะดำรงอยู่ได้อย่างไร มันก็เหมือนชีวิตที่ว่างเปล่าปราศจากความหมาย ซึ่งก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันนะครับว่า ถ้ามนุษย์ไร้ซึ่งความรักแล้ว โลกของเราจะเป็นอย่างไร
แล้วอย่างนั้น คำสอนของพระองค์ แท้จริงเป็นเช่นไร..
ปกติแล้ว เมื่อพูดถึงความรัก เรามักนึกถึงความรักระหว่างแฟน สามี-ภรรยา พ่อ-แม่-ลูก หรือ ความรักบนพื้นฐานความคิดที่มี “ตัวกู – ของกู” ซึ่งยังตกอยู่ในบ่วงแห่งการยึดติด แบ่งแยก
เมื่อมีความรักให้เฉพาะบุคคลอันเป็นที่รัก ก็ยังตกอยู่ในความยึดติด ความวิตกกังวลที่เกิดจากความรักก็จะตามมา เช่น ความหึงหวง ความไม่อยากพลัดพรากจากบุคคล สิ่งของ อันเป็นที่รัก
กระทั่งการเป็นปฎิปักษ์ต่อบุคคลนอกรัศมีอันเป็นที่รัก
เหล่านี้คือ ทุกข์
ความรักนั้นมีหลายประเภทครับ เพราะชีวิตต้องการความรักอย่างมาก แต่ไม่ใช่ความรักที่อยู่บนพื้นฐานของราคะ ตัณหา ความแบ่งแยก และอคติ
แต่รู้ไหมครับ ว่ายังมีความรักอีกประเภทหนึ่ง เป็นความรักที่ประกอบไปด้วย ความปรารถนาดี และ ต้องการให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
เรียกว่า เมตตา-กรุณา เป็นความรักซึ่งชีวิตทั้งปวงต้องการอย่างแท้จริง
เมตตา คือ ความรักที่จะนำความสุขมาให้ผู้อื่น
กรุณา คือ ความรักที่จะขจัดทุกข์ให้ผู้อื่น
โดยไม่มีการแบ่งแยก ไม่จำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะบุคคลอันเป็นที่รัก ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ไม่มี “ตัวกู-ของกู”
เมื่อไม่มีตัวกู-ของกู ก็ปราศจากการยึดติด ปราศจากทุกข์
แล้วเราจะทำอย่างไรครับ ให้ความรักไม่ก่อวิตกกังวล ไม่ก่อทุกข์ และความผิดหวัง
จะเป็นไปได้อย่างไร หากเราจะรักอย่างปราศจากความปรารถนา ความยึดติด
หนทางคือ เราต้องศึกษาดูธรรมชาติความรู้สึกของเราเอง จะเรียกว่าเฝ้าดูจิตของตัวเองก็ได้ครับ
หากความรักของเราตั้งอยู่บนความปรารถนา ความยึดติดเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ความรักนั้นย่อมไม่สามารถนำความสุข ความศานติ มาให้บุคคลที่เรารักได้เลย
ตรงกันข้าม ความรักเช่นนี้ มีแต่จะสร้างความอึดอัดให้แก่บุคคลที่เรารัก
ความรักชนิดนี้ไม่ต่างอะไรกับคุกชนิดหนึ่ง
คงไม่มีใครอยากติดคุกกันใช่ไหมครับ ตัวเราเองก็ไม่อยากติดคุก ไร้อิสรภาพ
แล้วเมื่อบุคคลที่เรารัก ไม่สามารถมีความสุขจากความรักของเรา เขาก็ย่อมที่จะต้องหาทางปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ
พวกเขาจะไม่ยอมรับพันธนาการแห่งความรักของเรา
ที่สุดแล้ว ความรักก็จะแปรเปลี่ยนไปเป็นความโกรธ และ เกลียดชัง
มีเรื่องเล่าว่า “มารดาผู้หนึ่ง รู้สึกว่านางถูกบุตรชายทอดทิ้ง เมื่อเขาไปหลงรักแล้วแต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่ง แทนที่จะคิดว่า นางได้ลูกสาวเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง นางกลับคิดว่า นางกำลังสูญเสียลูกชายไป ซ้ำยังคิดว่า ลูกชายทรยศต่อความรักของนางอีกด้วย เพราะเหตุนั้น ความรักของนางจึงเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง นางวางยาพิษคู่บ่าวสาว ฆ่าเสียทั้งสองคน”
ความรักไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยปราศจากความเข้าใจ
ความรักคือความเข้าใจ
หากไม่สามารถเข้าใจ ก็ย่อมไม่สามารถรักได้
สามี-ภรรยาผู้ไม่เข้าใจกันและกันย่อมไม่สามารถรักกันและกันได้
พี่-น้องผู้ไม่เข้าใจกันและกันย่อมไม่สามารถรักกันและกันได้
พ่อ-แม่-ลูกผู้ไม่เข้าใจกันและกันย่อมไม่สามารถรักกันและกันได้
หากปรารถนาให้บุคคลที่เรารักมีความสุข เราจะต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจในความทุกข์ของพวกเขา เมื่อเข้าใจก็จะรู้วิธีที่จะบรรเทาความทุกข์ของพวกเขา นั่นคือความรักที่แท้จริง
หากเพียงแต่ปรารถนาให้บุคคลอันเป็นที่รักกระทำตามความต้องการของเรา โดยไม่สนใจความต้องการของพวกเขา นั่นมิใช่ความรักที่แท้จริงครับ หากเป็นเพียงความปรารถนาที่จะครอบงำผู้อื่น
และเป็นเพียงความพยายามที่จะสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น!
-- บทความนี้ผมเขียนส่งให้นิตยสาร fly high เห็นว่ามีน่าจะมีประโยชน์ สำหรับเพื่อนๆในบลอกก็เลยเอามาลงไว้ที่นี่ด้วยครับ


จริงๆด้วย
ตอนนี้ผมทุกข์อยู่เหมือนกัน
#1 By dong=ดอง,โด่ง on 2009-01-10 20:09