สวัสดีคร้าบบบ.. เพื่อนๆ ทุกคน นับตั้งแต่เริ่มทำกิจการไอศกรีมฟาร์มสุขเพื่อเด็กๆ มาจนถึงวันนี้เนี่ยก็ผ่านมา 2 เดือนนิดๆ แล้ว อันนี้เราคิดระยะเวลาเริ่มต้นตั้งแต่เริ่มต้นลงมือทำนะ ไม่นับตอนที่คิดๆๆๆ อยู่ในหัวแต่ยังไม่ได้ลงมือทำเป็นชิ้นอัน

 

อันที่จริงตอนเริ่ม ต้นลงมือทำเนี่ยก็ไม่ช้าไม่นานหลังจากตอนคิดสักเท่าไร อันเป็นนิสัยของเราคือ คิดน้อยๆ ทำมากๆ มีปัญหาอะไรค่อยไปแก้เอา -- มันดี 55 อันนี้เป็นลักษณะส่วนตัวของชายเยี่ยงข้าพเจ้าแหละ ผู้อ่านควรใช้วิจารญาณนะจ๊ะ

 

ตอนที่เห็นท่าว่าจะทำจริงจังนี่ คือตอนที่ไอเดียมันผุดขึ้นระหว่างที่นั่งเรียนอยู่ในห้องกับอาจารย์ ท่ามกลางแอร์เย็นกระหน่ำติดลบราวกับอาศัยอยู่ในห้องเก็บศพ

 

พอกลับมาบ้านก็เที่ยวบอกใครต่อใคร(ในที่นี้หมายถึงปลาสอดหน้าบ้าน)ว่าจะทำๆ แต่ปลาสอดก็ดูเฉยเมย ว่ายน้ำอย่างไม่ไยดี

แล้ว โครงการนี้มันก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้นว่ากูทำแน่ก็ตอนนั่งลงมือทำแผนธุรกิจส่งทาง สกส. นั่นแหละครับ เพราะในชีวิต จะทำอะไรก็ไม่เคยทำแผนธุรกิจเลย ทั้งๆ ที่มันดีอย่างที่อาจารย์บอกจริงๆ ว่ามันเหมือนซ้อมทำธุรกิจบนกระดาษ แลดูเป็นจอมวางแผนเนอะ โอ้ว...

 

แล้วแผนธุรกิจมันมีเรื่องแผน การเงินด้วยนะ อืมหืม..แจ่มเลยอะ ตัวเลขบานตะไท แต่ดูแล้วก็ ไม่ต้องใช้เงินทองมากมาย เบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างข้าพเจ้าทำได้แน่ชัวร์

 

จากนั้นครับจากนั้น คุณปั๊กเป้าสาวสวยจาก สพว. ก็โทรมาบอกว่าผมติดโผนะ แต่ต้องทำตามเงื่อนไขกรรมการ ทำได้หรือเปล่า?

ก่อนตอบหารู้ไม่ว่าหลังจากตอบตกลงไป จังหวะชีวิตจะเปลี่ยน...

 

เปลี่ยน ยังไงครับ ก่อนหน้านั้น ผมเป็นคนเรื่อยๆ ครับ ตอนทำไอศกรีมไปเลี้ยงเด็ก ก็ดูแค่ว่าตัวเองพร้อมเมื่อไรก็ไป ไม่ได้เฉพาะเจาะจงมีตารางงานตารางชีวิต เพราะตลอดชีวิตเป็นคนไร้ระเบียบและขี้เกียจสุดๆ แต่ก็ด้วยนิสัยเสียทั้ง 2 อย่างเนี่ยแหละ เลยต้องควบคุมดูแลตัวเอง เพื่อจะได้ไร้ระเบียบ และ ขี้เกียจได้อย่างไร้กังวล รองรับกระชับทุกสัดส่วน เฮ้ย.. เราจะไม่ถูกใครบังคับ หากเราสามารถบังคับตัวเองได้ – ออกนอกเรื่องซะแล้ว

 

กลับ มาเข้าเรื่องครับ ตอนประกาศผลจากทาง สกส. เนี่ยก็สนุกครับ เพราะผมเป็นคนแรกๆ ที่ทราบว่าใครได้รับรางวัลบ้าง ความสนุกไม่ได้อยู่ตรงที่ได้ทราบครับ ความสนุกมันอยู่ตรงที่ ตลอดทั้งวันจะมีเพื่อนๆ ที่ร่วมส่งแผนประกวด โทรเข้ามาถามตลอด ผมก็ซนน่ะ แหย่กลับไปตลอดว่า “ผมน่ะรู๊ว่าใครได้บ้าง แต่ไม่บอกหรอก เพราะคุณเป้าสั่งมาว่าห้ามบอก” คนฟังได้ยินงี้ก็ธาตุไฟแตกดิครับ คะยั้นคะยอให้เราบอกใหญ่ “บอกหน่อยน่า นิดเดียว” ความมันมันบังเกิด ณ จุดนี้นี่แหละครับ เรื่องอะไรจะบอกเนอะ เราก็แกล้งอยู่นั่นแหละ เก็บเงียบสนิทไม่บอกใคร ดูเหมือนเป็นคนดีเก็บความลับอยู่ แต่เปล่าหรอกครับ อันที่จริงลืม!! จำไม่ได้แล้วว่าใครได้บ้าง ตกบ่ายยังหลงๆ เอ๊..ไอ้คนที่ได้นี่มีกูไหมว่ะ ตอนนั้นไม่แน่ใจจริงๆ นะครับ คุณเป้าเธอก็หายไปเลย ไม่ได้ชี้ชัดว่าผมได้รับการคัดเลือกแน่นอน เธอแค่ถามว่า พร้อมจะทำตามเงื่อนไขของคณะกรรมการไหม เราตอบว่าพร้อม มันก็จบแค่ตรงนั้นเลยจริงๆ ใจผมคิดว่าถ้าได้มันน่าจะชัดเจนกว่านี้ หรือไม่ก็น่าจะมีการแจ้งว่าต่อจากนี้เราต้องทำไรกันบ้าง

 

สิ่ง เหล่านี้เป็นความไม่แน่นอนว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ผ่านการคัดเลือก จริงหรือเปล่า แต่สิ่งที่แน่นอนคือ เลเวลความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ก็แหม แผนธุรกิจเรายังผ่านมติกรรมการน่ะ แสดงว่าสิ่งที่เราคิดจะทำนี่ก็ไม่ธรรมดานะ

 

อื้ม.. ผมเล่าข้ามชอตตอนที่โดนรุมถามโดยคณะกรรมการทั้ง 5 ท่านไปครับ ซึ่งเป็นตอนที่สนุกอีกเช่นกัน

ผม ชอบการถูกถามเอามากๆ เพราะทุกคำถามมันทำให้ผมได้คิด ได้ทบทวนว่าสิ่งที่คิดมันถูกต้องไหม เราคิดเข้าข้างตัวเองหรือเปล่า ถ้าเขาไม่เข้าใจ เป็นเพราะสิ่งที่เราคิดมันไม่ดีพอหรือเราขาดทักษะการสื่อสารที่ดีพอ

 

การ สัมภาษณ์ในวันนั้นผมเป็นคนที่ใช้เวลาในห้องประชุมนานมาก ว่ากันว่านานที่สุดในกลุ่มด้วยซ้ำ ไม่แน่ใจว่านานเพราะขี้โม้มากไปหรือเปล่านะ

 

บรรยากาศในห้อง ประชุม ทั้งสนุกทั้งกดดันราวกับเข้าประกวดเดอะสตาร์ (ยังไม่เคยเข้านะ แต่เดาเอา) แต่ละคำถามของคณะกรรมการเต็มไปด้วยความไม่เชื่อมั่นว่าผมจะทำได้จริง (ของคนอื่นผมไม่รู้นะ) ยิ่งเจองี้เข้าผมกลับยิ่งชอบ ยิ่งไม่เชื่อ ผมยิ่งต้องอธิบายให้เห็นให้เชื่อว่าทำได้จริงแน่นอน ก่อนเข้าห้องประชุมผมเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ไม่ใช่เชื่อมั่นในตัวเอง แต่เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผมถูกถาม ถูกสัมภาษณ์ ผมเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ สิ่งนี้ทำให้ผมไม่ต้องมากังวลในความเป็นตัวเป็นตนของตัวเอง ว่าจะดูดีไหม จะหล่อไหม จะออกมาหน้าบานหรือเปล่า ในห้องประชุมทุกคำถามที่โยนมาให้ตอบผมก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว คณะกรรมการไม่ได้ตำหนิ หรือ สงสัยในความสามารถของผม

 

อีกสิ่ง หนึ่งที่ผมมีติดตัวมาโดยตลอดอย่างไม่รู้ตัวคือ ความพร้อมรับในความผิดพลาด ก็ผมเป็นคนคิดเร็วทำเร็วนี่ครับ ในชีวิตผมจึงต้องพบเจอกับเรื่องผิดพลาดอยู่เรื่อยๆ ในห้องประชุมบางความตั้งใจที่ตอบออกไปมันผิดในมุมมองของคณะกรรมการ ผมก็ถามกลับเลยว่าควรจะแก้ไขปรับปรุงอย่างไร (ทำไม่ทำก็อีกเรื่องนะ ^ ^) ไม่มีความรู้สึกส่วนตัวว่าเราโง่หรือเปล่า (ไม่ต้องกังวลเพราะรู้ว่าโง่อยู่แล้ว 55) นั่นล่ะครับจึงทำให้ผมผ่านตรงนั้นมาได้ ผิดเราก็แก้ไข วันนี้แก้ไม่ได้ เดี๋ยวสักวันมันก็แก้ไข วันนั้นคณะกรรมการไม่เชื่อ วันนี้เรามีหน้าที่ทำให้เขาเชื่ออย่างที่เราเชื่อ จริงไหมครับ

 

กฎของฟาร์มสุขข้อที่ 1 จงพร้อมไว้เสมอ

Comment

Comment:

Tweet

เราก็เป็นคนที่ชอบทำแบบไม่คิดนะ เวลาคิดเยอะๆ แล้วมันเริ่มไม่สนุกแล้วเวลาทำ อยากทำ ทำเลย แล้วค่อยแก้เอาเหมือนกัน ดีใจที่รู้ว่ามีคนแบบนี้เหมือนกันค่ะ 55Hot!

#1 By Miss Vocab on 2012-11-06 21:27