Economic

ไม่เจอะกันนาน คิดถึงจังเลย...
มาเป็นเพลงลูกท่งเชียว ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ กับการที่ไม่ได้เข้ามาอัพบลอกเลยเป็นเวลาหลายวัน แต่ก็คิดถึงทุกโคนนนนนะ

ในกรุงเทพอากาศหนาวมั่งไม่หนาวมั่ง ต่างจังหวัดอ่ะ หนาวขี้มูกย้อย ต้องรักษาสุขภาพกันเยอะๆนะ เราเป็นห่วง

พอพูดถึงอากาศก็นึกถึงภาวะโลกร้อน ปรากฎการณ์ที่โลกไม่สามารถระบายความร้อนออกไปได้ ทำให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกที่เราอาศัยอยู่มันสูงขึ้น

สาเหตุก็เกิดจากก๊าซเรือนกระจกที่คล้ายฟิลม์บางๆ และมีจำนวนมากเกินไปมาปกคลุมผิวโลก

ก๊าซนี้มันเกิดจาก คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัส-ออกไซด์ และ คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน เหล่านี้ล้วนมาจากการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เช่น การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะนิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องช่วยกันลดก๊าซเหล่านี้ นานาชาติจึงร่วมกันจัดตั้ง พิธีสารเกียวโต ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก มาตั้งแต่ 16 ก.พ. 2548

มีเงื่อนไขว่าในช่วงพ.ศ. 2551-2555 ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วที่เป็นสมาชิกของพิธีสารเกียวโต ในกลุ่มบัญชีที่ 1 ที่ส่วนใหญ่เป็นประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย มีพันธต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ร้อยละ 5.2

ก็คือลดก๊าซต่างๆ ที่เราเล่าไว้เบื้องต้นนั่นแหละ

ส่วนไทยเองอยู่ในกลุ่มบัญชีที่ 2 คือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ยังไม่มีพันธต้องลดการปล่อยก๊าซ

แต่ในพิธีสารฯ ได้เปิดโอกาสให้กลุ่ม 1 เข้ามาดำเนินกิจกรรมบางอย่างในประเทศกลุ่ม 2 เพื่อลดการปล่อยก๊าซ

จำนวนก๊าซที่สามารถลดลงได้เรียกว่า คาร์บอนเครดิต

กิจกรรมบางอย่างที่กลุ่ม 1 เข้ามาดำเนินในกลุ่ม 2 ก็คือการเข้ามาซื้อคาร์บอนเครดิตนั่นแหละ เพราะในพิธีสารฯ อนุโลมให้ประเทศในกลุ่ม 2 ขายคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศในกลุ่ม 1 ได้

อ่ะ... งง ดิ งง

การลดคาร์บอนน่ะ ทำได้หลายวิธีตั้งแต่บริหารจัดการโรงงานให้สามารถลดก๊าซมลภาวะอย่างที่เราบอกไปให้ได้มากที่สุด หรือ ปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซเหล่านั้น หรือ การใช้พลังงานทดแทน

คราวนี้ถ้าเราทำโรงงาน แล้วโรงงานของเราสามารถลดจำนวนก๊าซได้ เราก็เอาจำนวนก๊าซที่เราลดได้นั้น ขายเป็นคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศในกลุ่ม 1 เข้าใจยัง

หรือเราจะปลูกต้นไม้จำนวนมากๆๆๆๆๆ เพื่อเป็นการดูดก๊าซแล้วขายเครดิตแบบนี้ก็ได้นะ ถ้าเรามีที่มากพอ

ราคาที่เขาซื้อขายกันก็ตันละ USD 15

ปลูกต้นไม้สัก 150,000 ไร่ ไร่หนึ่งสัก 100 ต้น รวมแล้วก็น่าจะได้เงินสัก 45,000 ล้านบาท ไม่ต้องทำมาหากินกันเลย ปลูกต้นไม้ดีกว่า

SME ปีหน้า ซู่โว้ย!!

posted on 27 Dec 2007 14:47 by stonezoup  in Economic

มีใครบ้างไม่รู้จัก SMEs ยกมือขึ้น
ถ้ารู้อยู่แล้วก็โอเค แต่ถ้าไม่รู้.. มีให้เลือก 2 ทาง
ทางแรกกลับเข้าไปเรียนใหม่ซะ
หรือไม่ก็ทางที่สอง กลับไปเผาโรงเรียนแกซะ
โห.. ไม่ขนาดนั้น เดี๋ยวจะกลายเป็นโจรใต้ไป

มะ..มา จะเล่าให้ฟัง
ไอ้ที่เรียกๆกัน SMEs น่ะ มาจาก Small and Medium Enterprises
ที่เค้าหมายถึงคนที่ทำมาหากิน มีกิจการเป็นของตัวเอง
มีทั้งใหญ่ กลาง เล็ก ... เล็ก กลาง ใหญ่ อะไรแบบนั้น
เอิ่ม.. มะ.. หมายถึง ขนาดของกิจการนะ อย่าคิดลึก แหะๆ
พวกการค้า-ค้าขาย ข้าวของ อาหารการกินทั้งหลายทั้งปวง ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย

SMEs มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจมาก ก็รายได้หลักจากภาษีที่จ่ายให้รัฐก็มาจากพวกนี้แหละ

แล้วยิ่งช่วงนี้ บ้านเมืองของเราก็มรสุมปัญหารุมเร้ารอบตัวไปหม๊ดดด...
เศรษฐกิจก็เลยขึ้นลง...ขึ้นลง เป็นรถไฟเหาะตีลังกากันซะอย่างงั้น

เป็นอย่างนี้แล้ว SMEs ทำทำอย่างไรกันดี
แย่แล้วล่ะสิ

คุณๆท่านๆ คนใหญ่คนโตทั้งหลายก็ออกอาการแด็นซ์กันยกใหญ่


เริ่มจาก รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เค้ามาพูดบอกว่า
"สถานการณ์ SMEsไทยบ้านเราที่หาตังค์กันได้น้อยลง ก็เพราะต้องมาคอยแบกคอยห้ามพวกต้นทุนเอาไว้บนบ่าบนไหล่กันน่ะสิ
ไหนจะเรื่องปัญหาภายนอกที่ถาโถมเข้ามาใส่อีก
มันเลยหมดมือที่จะใช้ไปหาเงินมาเพิ่มให้กิจการของตัวกันไง

ดูๆแล้วสถานการณ์ยังทรงๆอยู่
SMEs ก็มีสิทธิ์จะกระเถิบสูงขึ้นได้
ถ้าเป็นอย่างนั้นแรงงานไทยคงเอาตัวรอด ไม่ต้องตกงานกันได้

ส่วนเจ๊ผู้อำนวยการ สสว. ก็ออกมาบอกว่า
"SMEs ปี 2551 จะต้องมียอดสูงขึ้นค่ะ
ขีดความสามารถการส่งออกไทยน่าพอใจอยู่
เจ๊มองจากไตรมาส 4 ปี 50 มาแล้ว
ฟันธงค่ะ!

ถึงแม้การบริโภคของไทยเราจะชะลอตัวจนเกือบจะคล้ายเต่าเมายานอนหลับก็ตามที
สู้โว๊ย!

ดูทีท่า SMEs ในปี 2551 คงจะต้องระวังกันหน่อยซะแล้ว อย่าประมาท

พวกเรามีใครทำ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม หนังและผลิตภัณฑ์จากหนัง ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ แก้วและเซรามิกเนี่ย ระวังๆกันหน่อย

เพราะไหนจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงในเรื่องราคาน้ำมัน
คู่แข่งที่รุนแรงจากปัญหาค่าเงินบาท
แล้วยังมีเรื่องสภาพคล่องจากปีก่อน ที่ไม่เห็นจะคล่องเหมือนชื่อเลย

ทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกันว่า
แม้เศรษฐกิจของไทยเราชะลอตัวอยู่
หากแม้ทุกคนทรงตัวไปเรื่อยๆอย่างนี้ได้
ต่อไปปี 2551 ธุรกิจ SMEs จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้แน่


พูดง่ายๆ คือ ถ้าเมิง เอาตัวรอดได้ไม่เจ็งไปเสียก่อน รับรองอนาคตสดใส
แม๊.. ช่วยได้มาก

SMEsปีหน้าจะเป็นอย่างไร จะสามารถต่อสู้กับกระแสเชี่ยวกรากของโลกาภิวัฒน์ได้อย่างไรคงต้องเอาใจช่วยล่ะงานนี้
สู้เค้า จีบัน!!

 

น้ำมันจะหมดโลกอยู่แล้ว แต่ก่อนที่น้ำมันจะหมดโลก พวกเราเนี่ยแหละที่จะกระเป๋าฉีก เงินหมดจากกระเป๋าเพราะการเติมน้ำมัน

กาย เนกรี ชาวฝรั่งเศสไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ นักแต่เขาใส่ใจในเรื่องพลังงานธรรมชาติมากกว่า

กว่า 10 ที่เขาเฝ้าเพียรพยายามทดลอง คิดค้น รถยนต์พลังงานสะอาด ที่ปล่อยก๊าซพิษจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์มีค่าเป็นศูนย์ คือไม่มีของเสียปล่อยออกมาทำเลยสภาวะของโลกเลย แม้แต่น้อย

ตอนนี้ฝันของเขาใกล้ความจริงเข้ามาทุกทีแล้ว เพราะหมอนี่ได้ตกลงเซ็นต์สัญญากับ ทาทา มอเตอร์ บริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ชั้นนำแห่งอินเดียในการผลิตรถแบบที่ว่าออกมาสู่ท้องตลาด โดยร่วมมือกับ เอ็มดีไอ บริษัทของ เนกรี เองนั่นแหละ

ตอนนี้มีรถแบบที่ว่า หลายรุ่นพร้อมแล้วที่จะเข้าสู่กระบวนการผลิตในเมืองคาร์รอสทางตอนใต้ของฝรั่งเศส

คุณสมบัติรถของหมอนี่น่าสนใจไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่นรุ่น ซิตี้แคท ที่สามารถทำความเร็วได้ถึง 110 กม./ชม.

แหล่งข่าวรายงานมาว่าเติมน้ำมันเต็มถังก็ไม่เกิน 2 USD และสามารถชาร์จไฟบ้านได้ด้วย