jazz mahal
posted on 05 Mar 2008 10:35 by stonezoup in FOOD, MyLifeStories
"นี่มันร้านอาหารจริงๆ หรือพี่"
เสียงน้องนักข่าว พูดกับผมแบบไม่มั่นใจ เมื่อพบว่าเราสอง กำลังยืนอยู่กลางซากปรักหักพังของเก้าอี้ในร้านอาหารกึ่งผับ
สาบานได้ว่ามันเป็นร้านอาหารจริงๆ
ทั้งที่สภาพที่เห็นตอนนี้อย่างกะเพิ่งผ่านสงครามกลางเมือง ในเขตฉนวนกาซ่า มาหยกๆ
น้องนักข่าวมันคงตกใจ
มันคงไม่เคยเที่ยวกลางคืน
ก็แหม.. จะมาถ่ายภาพร้านอาหารที่เขาเปิดกลางคืน ดันผ่ามาตอน 5 โมงเย็น จะบ้าตาย
อย่าว่าแต่จัดร้านเลย เด็กเสิร์ฟ หน้าตามันงัวเงียเหมือนเพิ่งตื่นด้วยซ้ำ
เอ้า! ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ร้าน "jazz mahal" (อยู่แถวพหลโยธิน)
ก็เดินหามุมถ่ายภาพแก้เบื่อไปก็แล้วกัน
อารมณ์ตอนนั้นเหมือนทหารอเมริกัน กำลังเดินเคลียร์พื้นที่หลังการสู้รบ
มันรกจริงๆ
เดินสักพัก ชักทนไม่ไหว ไปสะกิด พนักงานร้าน
"น้องๆ เปิดไฟเลยนะ พี่จะถ่ายรูป"
คือ ไอ้ร้านอาหารกลางคืนเนี่ย พอมันมืดๆ เปิดไฟแล้วมันจะช่วยได้มาก
บอกให้เด็กที่ร้านเปิดไฟ เพื่อจะถ่ายรูป คิดในใจว่ามันจะต้องจัดโต๊ะให้เราแน่เลย
มันก็เปิดไฟให้ แต่ไม่จัดโต๊ะ
เออ.. ไม่น่าเลย น่าจะบอกให้มันจัดโต๊ะด้วย
ก็เลยไปเลียบเคียงถามว่าทำไมร้านมันตกอยู่ในสภาพยับเยินขนาดนี้ ยังไม่เข็ดอีกนะ แทนที่จะบอกให้มันจัดโต๊ะ ยังไปเลียงเคียงถามกะให้มันรู้สึกตัวเองอีก
ความจริง มันก็ไม่ยับเยินอะไรมากหรอก เพียงแต่ร้านนี้เขามีสองชั้น
ชั้นล่างอ่ะก็เรียบร้อยดี แต่ผมดันทะลึ่งเดินขึ้นไปชั้นบนเอง
บรรยากาศจากร้านอาหารกลายเป็นโกดังไปทันที
พนักงานก็บอกว่า วันธรรมดาคนน้อย ศุกร์-เสาร์ ถึงจะเปิดข้างบน
อ๋อ.. มิน่า สภาพถึงดูอุดมไปด้วยน้ำปลา
ดูไม่จืด
พอท้องฟ้าเริ่มมืด ร้านก็เริ่มสวยด้วยแสงไฟตกแต่งในร้าน
พนักงานในร้านมาเปิดเพลงแจ๊ซคลอเบาๆ ได้บรรยากาศ
หันไปเจอเด็กเสริฟ์ กำลังนั่งแคะขี้มูกอย่างเอาเป็นเอาตาย
หมดกันบรรยากาศ

ที่เกิดเหตุ แคะขี้มูก บริเวณ บาร์เครื่องดื่ม
ผมเลยสะกิดน้องนักข่าวให้ไปบอกทางร้านให้ยกอาหารมาได้แล้ว จะได้ถ่ายรูป เพราะบรรยากาศในร้านถ่ายจนไม่มีอะไรให้ถ่ายแล้ว
แป๊บเดียวก็มีแขกอาบังเดินออกมาทำท่าแขกๆ บอกว่ารอสักพัก ไฟยังไม่ร้อน
เดาเอาว่าน่าจะเป็นพ่อครัว
คิดในใจ แล้วทำไมเมิงไม่ติดไฟเสียตั้งนานว่ะ กรูมาตั้งนานแล้ว
แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป กลัวเป็นกรณีพิพาทระหว่างประเทศ
แล้วเป็นไงไม่รู้นะ แขกทุกคนเวลาพูด มักจะชอบกางฝ่ามือออก (เอ้าทำท่าตามไปด้วยนะครับ) บังคับให้นิ้วมือทั้งห้าเหยียดตรง เรียงชิดติดกัน จากนั้นก็ยกฝ่ามือไว้สูงเหนือศรีษะเล็กน้อยเวลาพูด ทำท่าทางจริงจังประกอบ
จะเป็นอย่างนี้ทุกคน
กำลังคิดนินทาชาวต่างชาติอยู่เพลินๆ เจ้าของร้านลูกครึ่ง (ครึ่งชายครึ่งหญิง) ก็เดินเข้ามาทักทาย
เจ้าของร้านมาไม่นาน อาหารก็เสร็จทันใจ
แหม.. บทจะไฟร้อนก็ร้อนเร็วทันใจจริงจะพ่อ
ดีใจที่คนที่ยกอาหารออกมา เป็นป้าแม่ครัว
ไม่ใช่ไอ้ขี้มูกแมนคนนั้น
อาหารยกออกมา พร้อมกับเจ้าของร้านนั่งให้ข้อมูล
อาหารที่นี่จะมีทั้งอาหารไทย และอาหารเนปาล
ไม่ใช่อาหารอิสลามนะ เป็นอาหารเนปาล
พ่อครัวก็เป็นคนเนปาล
เจ้าของร้านบอกว่า พ่อครัวคนปัจจุบันเป็นคนที่ 3 แล้ว
สองคนแรก พอมันมีเงิน ก็หนีกลับประเทศไปเลย
อืมม์.. ที่นี่เอง ที่สาวๆ เขาเรียก ดงบังฯ ดงบังฯ
ม่ะช่าย.. ไอ้บร้า.. นั่นมันดงบังชิงกิ ไม่ใช่ดงอาบัง จะตลกไปไหน
อาหารที่ทางร้านยกมาแนะนำก็มี

Lamb Masala แกงมัสมั่นที่ไม่ใส่มันฝรั่ง แต่ใส่ผงมาซาร่า ทำจากเนื้อแกะสัญชาตินิวซีแลนด์ จานนี้ราคา 290 บาท ทานคู่กับ นานกระเทียม(ลักษณะคล้ายแป้งพิซซา) ราคา 65 บาท อันนี้อร่อย ผมชอบนานกระเทียม มากกว่ามัสมั่น เพราะผมไม่ชอบทานของมันๆ

Tandoori Chicken (ก็ไก่ใส่เครื่องเทศนี่แหละ) ทานเคียงกับน้ำจิ้ม มินต์ซอสและหอมแดง ราคา เล็ก 180 / ใหญ่ 300 บาท
จานสุดท้ายคือ แซลมอนแซบ ราคา 220 บาท อันนี้ เจ้าของร้านบอก เอามาให้ถ่ายรูปเฉยๆ ไม่ได้ให้กิน เลยบอกไม่ได้ว่าอร่อยหรือเปล่า
เอ้า.. ไม่ให้กิน ก็ไม่กิน
ถ่ายรูปเสร็จ เจ้าของร้านก็ชวนกินข้าว ก็เลยได้นั่งคุยกัน ถึงได้รู้ว่าพี่ลูกครึ่งชื่อ ก้อง
พี่ก้อง แกเคยทำผับอยู่แถวรัชดามาก่อน เห็นบอกว่าตอนนั้นรายได้คืนเป็นแสน บางคืนได้เฉียดล้าน
ทำอยู่อย่างนั้นหลายปี แต่ที่ต้องเลิก เพราะสังขารไม่อำนวย ทั้งเหนื่อย ทั้งหนวกหู ไหนจะต้องเดินดูแลลูกค้า ไหนจะต้องนอนดึก ไหนจะเพลงดัง
คือแก่แล้วว่างั้น เลยเปลี่ยนมาทำร้านอาหารกึ่งผับดีกว่า

เจ๊เจ้าของร้าน
ร้านนี้แกเปิดมาได้ 2 ปีแล้ว
วันหนึ่งแกผ่านมาแถวนี้ เห็นที่เปล่าๆ เลยเช่าที่ สร้างตึก เปิดเป็นร้านอาหารเสียเลย
ผมถามถึงสัญญาเช่า แกบอก ปีต่อปี
อ้าว.. แล้วถ้าเขายกเลิกสัญญา มันจะคุ้มเหรอพี่
ก็ลองดูสิ เจ๊ แกตอบ ท่าทางเอาเรื่อง
ระหว่างที่นั่งคุยก็มีสาวๆ นักศึกษากลุ่มใหญ่ เดินเข้ามาทานอาหารกัน
บรรยากาศร้านเลยดูดีขึ้นผิดหูผิดตา
พี่ก้องเลยขอตัวไปรับรองลูกค้า
ก่อนจะกลับมาคุยกันต่อ แกบอกว่า ทำร้านอาหารน่ะ ต้องดูแลลูกค้า อยู่ที่นี่ บางวันพี่ก็ขึ้นไปร้องเพลงให้ลูกค้าฟัง
อย่างเช่นวันไหนพี่ ที่พี่จะขึ้นไปร้องเพลง
ก็วันจันทร์ ถึง อาทิตย์นั่นแหละ เจ๊แกตอบ
แหม.. อย่างนั้นเขาเรียกทุกวันครับเจ๊

มุมโซฟาหน้าร้าน นั่งสบาย สาวๆ เขามานั่งโชว์สวยกันตรงนี้ เพราะเป็นมุมที่คนภายนอกสามารถมองเข้ามาจากถนน

เวทีสำหรับเล่นดนตรีสด ร้องเพลง เวทีนี้ ใครจะขึ้นไปต้องข้ามศพเจ๊ก้องไปก่อน

มุมโซฟายาว หน้าเวที หันออกไปทางสวนหย่อม
ผมมองดูรอบๆ ร้านตอนนี้ ที่อาบไปด้วยแสงไฟ มันดูดีกว่าตอนเย็นที่ผมมาถึงเป็นอย่างยิ่ง
ร้านตกแต่งแนวภาระตะสมกับชื่อ jazz mahal นั่นแหละ
ก็แหงล่ะ ชื่อออกจะแขกขนาดนั้น จะให้แต่งเป็นร้านอาหารอีสานหรือไง จะบ้าตาย
มีมุมให้เลือกนั่งหลายมุม ทั้งด้านในเป็นห้องปรับอากาศ ด้านนอกที่เป็นสวน
นั่งด้านในฟังเพลงแจ๊ซ
นั่งด้านนอก ดมยากันยุง
ได้บรรยากาศต่างกันไป
หรือจะร้องเพลงส่วนตัว ก็มีห้องคาราโอเกะ
แต่ถ้าของขึ้นอยากร้องบนเวที ก็ต้องไปแย่งไมค์กะเจ๊ก้องแก
ดึกแล้ว ผมชักง่วงเลยขอตัวเจ๊แกกลับ (ความจริงคือกับข้าวหมด)
ตอนกลับเดินผ่านโต๊ะนักศึกษาสาวน่ารัก
ผมต้องค่อยๆ เดินผ่าน กลัวจะทำให้น้องเขาเสียสมาธิ ที่มีคนหน้าตาดีเดินผ่าน
สำหรับคนที่สับสนในชีวิต เชิญร้านนี้ครับ
ร้านอาหารกึ่งผับ
กับ อาหารกึ่งเนปาล กึ่งไทย เขาเรียกฟิวชั่นฟู้ด
มีเจ้าของ กึ่งชาย กึ่งหญิง เขาเรียกอะไร?
ทราบคำตอบก็เก็บเอาไว้ในใจ ไม่ต้องไปตอบให้เจ๊ก้องแกฟัง เดี๋ยวจะเดือดร้อน
