Hitz

โอ้ว - น้ำมัน

posted on 28 Feb 2008 08:27 by stonezoup  in Hitz, SorPorChaw

จากการเดินทางรอนแรม (พูดให้มันเวอร์ไปซะงั้นน่ะ อันที่จริงก็ไปไม่กี่ที่หรอก)
นั่งรถคนอื่นไป ก็มีแต่คนถามว่าทำไมไม่ขับรถมาเอง
ทำไมต้องนั่งรถเมล์?
ทำไมต้องอาศัยรถคนอื่นมา? (อันนี้มันหลอกด่าเราป่าวว่ะเนี่ย -_-")
ก็ตอบไปว่า เรื่องของกรู เอ๊ย.. ไม่ช่าย ก็บอกว่าช่วยชาติประหยัดน่ะครับ มันเปลืองน้ำมัน

รู้มั้ยครับว่า (ออกแนวสุภาพนะนี่ ดูน่านับถือ) นับตั้งแต่สมัยก่อนที่โลกยังใช้ทองคำเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันค่าเงินของแต่ละประเทศ กระทั่งเปลี่ยนมาใช้ค่าเงินดอลลาร์เป็นสากล ที่เพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่า ระบบเศรษฐกิจเติบโตขึ้น ทำให้การใช้น้ำมันก็สูงขึ้นตามไปด้วย

ใน 1 วัน มีการใช้น้ำมันของโลกถึง 159,000 ลิตร / วินาที
ก็ประมาณ ๘๖ ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้นเอง.. เอิ้ก!!

อเมริกาใช้เปลืองที่สุด คือวันละ ๑๔ ล้านบาร์เรล
ญี่ปุ่นกับจีน รองลงมา ๖ กับ ๕ ล้านตามลำดับ
แต่การเสาะหาน้ำมันกลับสวนทางกับการใช้น้ำมันอย่างน่าตกใจ
การขุดน้ำมันเริ่มในอเมริกาก่อนเมื่อปี ๒๔๔๓
มาเจอบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ที่อิรักปี ๒๔๖๙
เจอที่ซาอุและคูเวตปี ๒๔๘๒

หลังจากนั้นโลกก็ไม่มีบ่อน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ ให้ขุดหาเจอได้ง่ายๆ อีกแล้ว
เพราะมันขุดจนพรุนไปหมดแล้ว
คราวนี้ก็เจอแต่บ่อเล็กๆ ซึ่งไม่คุ้มที่จะขุด ขุดไปก็มีน้ำมันนิดเดียว
นายทุนส่ายหัว ดิ๊กๆ อีนี่ ไม่อาว นะจ๊าาา

โดยธรรมชาติแล้วทุกบ่อน้ำมัน เมื่อขุดเจอปุ๊บก็จะพุ่งปรุ๊ดส์..
ใหม่ๆ จะไหลแรงมาก (โซฟีก็เอาไม่อยู่) ให้ปริมาณน้ำมัน ๕-๘ เปอร์เซนต์ของบ่อ / ปี
หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ แห้ง จนหมดไปในที่สุด

อันที่จริงมันก็ไม่ถึงกะหมดเกลี้ยงหรอก
มันหมดไปแค่ ๒ ใน ๓ ของบ่อ
ถ้าอยากได้น้ำมันอีก ก็ต้องอัดก๊าซเพิ่มความดันเข้าไป (ตดอัดไม่ได้นะ อย่ามาทำตลกขอร้องๆ)
ให้น้ำมันไหลออกมา ซึ่งแพง.. ไม่คุ้ม.. ไม่มีใครเขาทำกัน


คิงส์ ฮับเบิร์ต นักธรณีวิทยาชาวอเมริกัน บอกว่าการผลิตน้ำมันของโลกได้ถึงจุดสูงสุดแล้ว
ผลิตมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว ไม่เหลือน้ำมันแล้ว
โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง น้ำมันไม่เหลือแล้ว

จะไปกลัวอะไร ก็ใช้พลังงานอื่นทดแทนดิ
หรือไม่ก็.. แป๊บๆ มันต้องมีคนคิดอะไรที่มันมาใช้แทนน้ำมันได้เองแหละ
ไม่เห็นจะต้องกลัว
คิดอย่างงี้ใช่ม่ะๆๆ หน๊อย..คนเรา



.. แหม.. ไม่อยากจะพูดให้เสียน้ำใจนะ
แต่ว่าภายใน ๕ ปี ๑๐ ปีนับจากนี้ ไม่มีทางที่จะมีพลังงานอะไรมาทดแทนน้ำมันได้
ถึงแม้จะมีคนคิดได้
เอาเป็นว่า ไอ้หมอนี่โคตรฉลาดเลยแล้วกัน มันคิดออกมาได้
แต่กว่าจะพัฒนาออกมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ล่ะ ใช้เวลาอีกเท่าไร
เรื่องการขนส่ง เรื่องการเก็บรักษา
ดูเรื่องเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเป็นตัวอย่างสิ จนป่านนี้ก็ยังไม่มีให้ใช้อย่างแพร่หลายเลย

ประเทศไทย ไม่มีบ่อน้ำมันเป็นของตัวเอง แต่ก็ใช้กันจัง ใช้น้ำมันกันอย่างบ้าคลั่ง
อ้อ.. อันที่จริงไทยก็มีบ่อน้ำมันนะ อยู่ที่ ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และที่อ่าวไทย เรียกว่าแหล่งนางนวล มิใช่ นวลนาง
รวมสองแห่งนี้ก็ผลิตได้ไม่เกิน ๑๗ เปอร์เซนต์ของที่พวกเราใช้กันทั้งประเทศ
พ.ศ. ๒๕๔๘ เราซื้อน้ำมันจากต่างชาติ ๖๗๓,๓๓๓ ล้านบาท
เพิ่มจากเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๗ ขึ้นไป ๓๗ เปอร์เซนต์


อู้ย.. เลคเชอร์ซะยาว เบื่อป่ะเนี่ย ตอนหน้าจะเล่าเรื่อง ไบโอดีเซล, ค่าออกเทน, ก๊าซโซออล์ ไรประมาณนี้ ถ้าไม่เบื่อก็แวะมา จะรอ

หมึก - กระดาษขาว

posted on 24 Feb 2008 14:30 by stonezoup  in Hitz, SorPorChaw

ถ้าผมถามว่า "วันนี้เจอเรื่องดีๆ อะไรมาบ้าง?"

เอาล่ะสิ นั่งนึกกันจนเหงื่อหยดติ๊ง "เอ๊..มีหรือเปล่าว๊า"

งั้นเอาใหม่ ผมเปลี่ยนคำถาม "วันนี้เจออะไรแย่ๆ มาบ้าง?"
โหย.. มาเป็นชุดทีนี้
"เจอคนแซงคิวซื้อตั๋วหนัง"
"เจอคนเหยียบเท้าแล้วไม่ขอโทษ"
ฯลฯ

แปลกนะที่คนเรามีแนวโน้มที่จะจดจำเหตุการณ์ด้านลบ มากกว่าเหตุการณ์ด้านบวก

เคยรู้สึกมั้ยว่าแถวที่เรายืนต่อคิวอยู่ทำไมมันช้ากว่าแถวอื่น
ไอ้รถเมล์คันที่เรารอทำไมมันมาช้าจัง เวลาไม่รอเนี่ยมาจัง
อาหารที่เราสั่งมักจะมาช้ากว่าโต๊ะข้างๆ

มันเป็นแบบนั้นจริงอ่ะ?

ถ้าผมเอาหมึกหยดลงกระดาษขาวสักแผ่นหนึ่งแล้วยกให้ดู ถามว่าเห็นอะไร
ส่วนใหญ่ก็จะตอบว่า เห็นหมึกหยดหนึ่งอ่ะดิ ถามได้
แปลกที่ไม่ค่อยจะมีใครตอบว่า เห็นกระดาษขาว

การสังเกตุเห็นสิ่งที่เป็นลบมากกว่าเป็นบวกของมนุษย์ถือเป็นสัญชาติญาณ เพราะเราต้องระวังภัย ที่จะเกิดขึ้นรอบตัวตลอดเวลา ตั้งแต่ยุคสมัยไหนมาแล้ว

มันเป็นสัญชาติญาณ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็เป็นภัยในความคิดเหมือนกัน

ภัยตรงที่ มันทำให้เรามองไม่เห็นด้านดีๆ แง่งามในหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต

ลองคิดดูดิ ถ้าเราจดจำได้แต่เรื่องแย่ๆ เราจะเป็นไง ก็ทั้งทุกข์ ทั้งเครียด เหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันเนี้ย..

ไอ้คนที่เหยียบเท้าเรามันเดินไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่เรายังเคียดแค้นอยู่เลย "มึ๊ง.. อย่าให้เจอนะมึ๊ง กูจะเหยียบหน้ามึงคืนเลยคอยดู"

คนเราก็แปลก ไวจริงจริ๊ง กะไอ้เรื่องที่จะทำให้ตัวเองเป็นทุกข์
ทั้งที่บางที รอบตัวเราก็มีเรื่องดีๆ ให้เก็บเกี่ยวไว้เป็นความสบายใจได้ตั้งมากมาย

ม๊ะ..สุขกันเถอะเรา

ครั้งแรกเลยนะครับทั่น ที่จะต้องเขียนงาน แบบที่มันจะต้องให้ข้อคิด และ ต้องแต่งแบบเป็นนิทานด้วย เพื่อเอาลงในนิตยสาร Thai Commerce นิตยสารสำหรับผู้บริหารที่แก่มากกกก..

แหม..จะให้วัยรุ่นอย่างเราแต่งอะไรแก่ๆ ก็ย่อมลำบากใจเป็นธรรมดา ลำพังแค่พูด-บอกอะไรแม่ตัวเอง ก็ไม่เห็นแม่จะเชื่อสักเท่าไร สอนหลาน สอนน้องนี่ไม่ต้องห่วง มันทำหูทวนลมตั้งแต่อ้าปากแล้ว

แต่ก็นะ งานก็คืองาน เขาสั่งให้ทำก็ต้องทำ ที่สุดก็เขียนเสร็จจนได้

แต่ผมว่ามันออกจะดูขาดๆ เกินๆ ไปในความรู้สึกของผมน่ะ หรือน้องนุ่งว่าไง ลองอ่านดูหน่อยสิ

----

มหาราชาชาวอินเดียผู้ที่รักและชื่นชอบในความงามของดอกไม้
พระองค์เพิ่งจะได้รับโอ่งทองคำใบใหม่สำหรับปลูกดอกบัวในสวนดอกไม้ของพระองค์จากเทวดา
พระองค์จึงออกคำสั่งให้คนสวนไปตักน้ำมาเติมให้เต็ม
โดยมอบหมายให้มีหัวหน้าคนงานคอยควบคุมงานแทนพระองค์
ตลอดระยะเวลาการหาน้ำมาเติมให้เต็มโอ่ง หัวหน้าคนงานมักจะออกคำสั่งกับคนสวนผู้หาบน้ำตลอดเวลา

“แกต้องไปเอาน้ำตรงบ่อนู้น น้ำบ่อนู้นมันมีมากกว่านะ”
“ใช้พาชนะสำหรับใส่น้ำที่มันใหญ่กว่านี้สิ จะได้ขนน้ำได้เยอะๆ”
“เดินให้มันรวดเร็วมากกว่านี้สิ จะเติมให้เต็มโอ่งไวๆ”
“เดินดีๆ สิ อย่าทำน้ำหก อย่างนี้เมื่อไรงานจะเสร็จสักที”
หัวหน้างานมักจะออกคำสั่ง จู้จี้ จุกจิก วุ่นวาย และตำหนิคนสวนผู้หาบน้ำอยู่อย่างนั้น
แต่เมื่อถึงกำหนดเวลา คนสวนก็สามารถเติมน้ำให้เต็มโอ่งทองคำได้ไม่บกพร่อง

ในวันที่มหาราชาเดินทางมายังสวนดอกไม้ เพื่อตรวจดูงานที่พระองค์ได้มอบหมาย พระองค์ทรงพึงพอใจมากที่ได้เห็นน้ำเต็มโอ่งทองคำอย่างที่พระองค์ต้องการ


แต่พระองค์ก็ทรงแปลกใจ ที่ได้เห็นว่าดอกไม้ในสวนของพระองค์กลับงามบานสะพรั่งมากกว่าที่เคย พระองค์จึงสอบถามเอากับคนสวนผู้หาบน้ำ


ได้ความว่า...
ตลอดเวลาที่คนสวนเดินหาบน้ำมาเติมในโอ่งทองคำ
..แม้ว่าเขาจะใช้ภาชนะที่เล็กไป จนทำให้น้ำหกไปบ้าง แต่นั่นก็เท่ากับเป็นการรดน้ำให้กับไม้ดอกสองข้างทาง
..แม้ว่าเขาเดินช้าไปบ้าง แต่นั่นก็เท่ากับเป็นการยืดระยะเวลาให้กับการรดน้ำ และ หากเร่งรีบมากจนเกินไป อาจเกิดอุบัติเหตุลื่นล้ม น้ำหก กลับจะทำให้งานล่าช้ามากขึ้นไปอีก
..หรือแม้กระทั่ง การใช้ภาชนะที่มีรอยรั่วไปบ้าง แต่นั่นก็เพราะเขาตระหนักดีว่าน้ำที่ไหลออกมา ก็ยังเป็นประโยชน์ต่อต้นไม้สองข้างทาง

ในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์จนไร้ที่ติ
และในความไม่สมบูรณ์ก็ยังมีด้านที่เป็นประโยชน์ หากเปิดใจ พร้อมที่จะมองในด้านดี

การทำงานที่เอาแต่ออกคำสั่ง โดยไม่เปิดใจ ไม่มองให้รอบด้าน อาจจะได้ผลตามที่ต้องการก็จริง
แต่การเปิดใจยอมรับ อาจได้ผลลัพธ์เกินกว่าที่คาดไว้
ในการทำงานร่วมกัน นอกจากจะต้องเปิดใจแล้ว ยังต้องมีความเคารพซึ่งกันและกันในระหว่างผู้ร่วมงาน การเอาใจเขามาใส่ใจเรา
คนก็มีทักษะ ความสามารถเชี่ยวชาญเฉพาะทางแตกต่างกันไป
และคนก็ต้องการความเข้าใจ กำลังใจในการทำงาน

จากในนิทาน จะเห็นว่า หากเปลี่ยนให้หัวหน้าคนงานไปหาบน้ำ งานก็จะไม่สำเร็จลุล่วง เพราะขาดความชำนาญ
หรือคนสวนหาบน้ำ หากเขาทนคำตำหนิของหัวหน้าคนงานไม่ไหว จนต้องทิ้งงานไป ก็จะทำให้งานก็จะยิ่งช้ามากขึ้นไปอีก

พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า สรรพสิ่งย่อมพึ่งพิงกัน
ไม่มีใครเก่งไปหมดคนเดียวเสียทุกด้าน
และไม่มีงานใด ที่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยคนเพียงคนเดียว

หวังว่าบทความชิ้นนี้คงจะเป็นประโยชน์ เป็นกระจกเงาสำหรับใครบางคน..

---

บรรทัดสุดท้ายก็ยังไม่วายจิกกัดชาวบ้านเขาอยู่ดีนะเรา เฮ้อ..ชั่วจริงๆ

Recommend