SheWith

ปี 1890 ตอนนั้นท่านมหาตมะคานธียังทำงานเป็นทนายอยู่ในอัฟริการใต้อยู่เลย วันหนึ่งท่านต้องเดินทางด้วยรถไฟไปปฎิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่ในระหว่างการเดินทางจู่ๆ ท่านก็โดนเชิญตัวให้ไปนั่งในชั้นประหยัด ซึ่งเป็นชั้นสำหรับคนที่มีผิวสี ทั้งที่ตัวท่านเองถือตั๋วชั้นเฟิร์สคลาส


เป็นงี้ท่านก็ไม่ยอมสิ เพราะท่านถือว่ามีสิทธิเต็มที่ ที่จะนั่งอยู่ในชั้นที่ท่านได้จ่ายเงินซื้อ

ผลปรากฎว่าท่านโดนโยนออกจากรถไฟในสถานีถัดมา

เหตุการณ์วันนั้นทำให้ท่านกลายเป็นมหาตมะคานธีที่ทุกคนรู้จัก คนที่ยืนกรานต่อต้านความไม่เสมอภาคของมนุษย์และถูกลอบยิงในบั้นปลายชีวิต

ในพม่า ออง ซาน ซูจี ยืนกรานที่จะต่อต้านระบบเผด็จการรุนแรงด้วยสันติวิธี เช่นเดียวกันกับ ผู้นำ มอร์แกน ทซานกีรี ในซิมบัฟเว

ธนาคารคนจน ของ มูฮัมมัด ยูนูส ที่ปล่อยกู้ให้กับคนยากไร้ กลุ่มคนที่ระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ฟันธงว่าไม่มีปัญญาจะชำระหนี้แน่นอน เพราะงั้นก็ปล่อยให้มันจนๆ ตายไปซะ

วันการี มาไท นักอนุรักษ์ธรรมชาติตัวยงในเคนย่าที่ทุ่มเทไม่ด้อยไปกว่า อัล กอร์ หรือ แองจาลีน่า โจลี่ ในโลกตะวันตก หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

สิ่งที่คนเหล่านี้ทำในทุกหย่อมหญ้าทั่วโลก ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นที่รู้จักหรือไม่ก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังยืนกรานและพร้อมเผชิญหน้า

ถึงวันนี้จะมีสักกี่คนที่ยังจดจำในสิ่งที่พวกเขาได้ทำ

โลกจะเป็นอย่างไร ถ้านางซูจี แย่งรถมินิ กับ โจลี่ ที่อัลกอร์ซื้อให้

ฟ้าอย่าแหลมมาลิขิต

posted on 04 Jan 2008 08:55 by stonezoup  in SheWith
เคยได้ยินแนวความคิดจากหนังจีนเข้ารูหูอยู่บ่อยๆ ว่า "ทุกอย่างเป็นไปตามชะตา ที่ฟ้ากำหนด" เมื่อก่อนก็ฟังผ่านๆ รื่นหูดี ฟังบ่อยๆ ก็ชักเคลิ้มคิดๆ ไปว่า "เออ.. มันก็คงเป็นอย่างนั้นจริงๆ นั่นแหละ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไทยอย่างพวกเราด้วยแล้ว โชคชะตาก็เหมือน "แพะ" ที่ต้องมารับบาปไปอย่างเลี่ยงไม่ได้จริง

สิ่งไหนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่เราควบคุม กำหนดไม่ได้ เราก็จะโยนไปให้แพะ เอ้ย! โชคชะตาทันที ซ้อมกันมาอย่างปึ้ก ใครได้ฟังก็บอก เมิงชนะแน่ แต่พอขึ้นเวทีประกวด ก็ปิ๋ว สุดท้ายก็ต้องพูดว่า "ดวงไม่ดีว่ะ" (ไอ้ดวงซวยไป)

ไม่ๆ อย่าไปยอมแพ้ โทษดวง โทษชะตาฟ้าลิขิตขนาดนั้น นี่มันปีใหม่แล้ว เราต้องเริ่มต้นใหม่ ล้างความคิดเก่าๆ ความเชื่อเก่าๆ เพราะความจริงแล้วสิ่งที่เราควบคุม กำหนดไม่ได้นั้น มันมีอยู่เพียง 10 เปอร์เซนต์เท่านั้น สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนั้นอีก 90 เปอร์เซนต์ คุณเท่านั้นเป็นคนกำหนด เพียงแค่ส่ง sms มาที่... ว้อย!! มะช่าย

ทฤษฏี 10/90 นี้มีอยู่จริง เป็นทฤษฏีของฝรั่งคนหนึ่งซึ่งเราจำชื่อไม่ได้ เขาเชื่อว่ามีเพียง 10% เท่านั้นของสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ผลการตัดสินของกรรมการให้วงดนตรีของเราแพ้ เราไม่สามารถกำหนดได้

แต่ แต่ แต่นอกเหนือจากผลการตัดสินของกรรมการ มันเป็นสิ่งที่เราสามารถกำหนด ควบคุมได้ หลังจากผลการตัดสินนั้น เรายังจะมุ่งมั่นซ้อมต่อไป หรือจะล้มเลิก นั่นเป็นส่วนของ 90% ที่จะเกิดขึ้นที่เราเป็นคนตัดสินใจ ควบคุมได้

เอาล่ะ ทีนี้ ตั้งแต่นี้ต่อไป พวกเราลองมาเป็นนักวิทยาศาตร์ทำการทดลองกัน ลองเอาทฤษฏีนี้ไปใช้กับชีวิตของตัวเองดู ลองทำการทดลองดูว่ามันจะเป็นไปตามแนวคิดนี้มั้ย

โดนแฟนทิ้ง คนมันจะทิ้ง จะห้ามมันก็ไม่ได้ แต่หลังจากนั้นเราจะทำอย่างไร
โดนรถปาดหน้า ก็คนมันเคยแต่ขับเกวียน ขี่ควาย อยู่แถวบ้าน จะห้ามมันก็ไม่ได้ แต่หลังจากนั้นเราจะทำอย่างไร

จะเศร้าเสียใจทำร้ายตัวเอง ชีวิตแค่โดนทำร้าย แต่ที่สุดมันต้องไม่โดนทำลาย สาบานได้ว่าคิดเองไม่ได้ลอกบอดี้สแลมมาเลย, จะอารมณ์เสียด่าแม่มัน จนเครียด สุดท้ายก็ได้โรคหัวใจมาเป็นของขวัญ

จะทำอย่างไร

น้องหลง

posted on 27 May 2008 10:08 by stonezoup  in SheWith

26 พ.ค. 51

น้องนักศึกษาคนหนึ่ง สมมุติว่าชื่อน้องหลงละกัน

น้องหลงเป็นเด็กที่มีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมาโดยตลอดตั้งแต่เด็ก ทำให้พ่อแม่รักและภูมิใจในตัวน้องหลงมาก

อาจด้วยความที่น้องหลงเป็นลูกคนสุดท้อง ความรัก-ความห่วงใยยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ

โดยเฉพาะกับคุณแม่ ซึ่งรับหน้าที่ในการดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ออกจะรักและเอ็นดูน้องหลงมากเป็นพิเศษ ความพิเศษไม่งอกนั้นไม่ได้มาจากการเพิ่มเส้น หรือเพิ่มเนื้อแต่อย่างใด ความพิเศษนั้นมาจากผลการเรียนระดับได้อย่างใจแม่ของน้องหลงนั่นเอง

เช่นนั้นเอง เมื่อน้องหลงต้องเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้น้องหลงเอ็นฯติดได้เป็นนิสิตคณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร นครปฐม

พ่อแม่จัดแจงเรื่องเรียน สถานที่พัก

ไปส่งน้องหลงให้อยู่หอฯอย่างสุขสบายตามฐานะ

แรกเริ่ม ทางบ้านตั้งใจจะให้น้องหลงอยู่หอฯในมหาลัย เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่เมื่อน้องหลงไม่สามารถจองหอฯในได้ทัน และบ่นอึดอัดกับหอฯใน ทางบ้านจึงจัดแจงให้ออกมาอยู่หอฯนอกที่สะดวกสบาย พรั่งพร้อมไปด้วยอุปกรณ์บันเทิงและสาธารณูปโภคครบครัน

แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักยอมสูงขึ้นกว่าการอยู่หอฯในมหาลัย

รวมถึงมอเตอร์ไซค์ ยานพาหนะคู่กายอีกหนึ่งคันไว้ไปเรียน

วันเวลาผ่านไป

หลังจากผ่านปีแรกไป น้องหลงก็ไม่ได้ไปเรียนอีกเลย พร้อมกับไปทำเรื่องดรอปด้วยตัวเองเป็นที่เรียบร้อย โดยไม่บอกเรื่องนี้กับทางบ้าน

ความลับไม่มีในโลก ทางบ้านก็รู้เรื่องนี้เข้าจนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา

พ่อแม่เสียใจ โดยเฉพาะแม่ทั้งเสียใจทั้งโมโหไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องหลง ทั้งเรื่องไม่ยอมไปเรียน เรื่องไปดรอปเรียนด้วยตัวเอง และเรื่องที่น้องหลงโกหก

ตัวน้องหลงเองก็ให้เหตุผลว่าที่ไม่ไปเรียนเพราะตัวเองอยากเรียนดนตรี ไม่อยากเรียนคณะที่ตัวเองสอบได้ แต่ทางบ้านก็ไม่สนับสนุนให้เรียนดนตรีอย่างที่ตัวเองต้องการ

น้องหลงยังพรั่งพรูออกมาอีกว่าตัวเองทำตามความต้องการของแม่มาตลอดเวลาที่ผ่านมาในเรื่องการเรียน ที่ต้องตั้งใจเรียนก็เพราะแม่ ทำตามความต้องการของแม่เพราะอยากให้แม่มีความสุข มาวันนี้น้องหลงโตแล้ว

หลงอยากเป็นตัวของตัวเองเสียอย่างนั้น

สิ่งที่น้องหลงพูด ดูเหมือนว่าจะยกความผิดไปให้แม่ที่กดดันตัวเองมาโดยตลอด

ทางฝ่ายแม่เองก็กดดันไม่แพ้กัน ค่าที่คงจะตั้งความหวังเอาไว้กับลูกคนนี้มากพอสมควร เพราะเส้นทางที่ผ่านมามันช่างสวยหรู ชวนให้คิด ชวนให้ฝัน และอีกเหตุผลของแม่ที่กดดันไม่แพ้กันคือฐานะทางบ้าน

ที่สามารถส่งเสียน้องหลงได้เรียน เป็นอยู่อย่างสุขสบายเท่าที่เป็นอยู่นั้นก็เป็นเพราะรายได้ที่มาจากพ่อ

พ่อที่ทำงานหนักจนเป็นโรคหัวใจ

พ่อซึ่งเฉียดตายมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยโรคหัวใจและต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ทุกวันนี้ที่พ่อยังประคองตัวอยู่ได้ ก็ด้วยการดูแลรักษาตัวเองเป็นอย่างดีโดยมีแม่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง เอาใจใส่ดูแลและด้วยยาที่ต้องไปรับจากหมอเป็นประจำ

เรื่องนี้น้องหลงเองก็ทราบ

พ่อซึ่งออกปากว่าความทุกข์ ความกังวลเดียวในชีวิตที่เหลืออยู่ก็คือ น้องหลง

ตัวแม่เองนั้นก็เป็นเพียงข้าราชการระดับล่าง

ที่สุด ด้วยความรัก พ่อแม่จะรู้สึกสำนึกเสียใจในสิ่งที่เคยกดดันอย่างที่น้องหลงบอกหรือไม่ ไม่มีใครทราบ แต่พ่อแม่ก็ยอมให้น้องหลงเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในรั้วมหาลัยจันทรเกษม

คราวนี้น้องหลงได้เรียนดนตรีอย่างที่ต้องการ

จากนครปฐม น้องหลงย้ายเข้ามาอยู่อพาร์ทเมนท์หรูหราตามฐานะไม่แพ้กันที่กรุงเทพฯ ในละแวกที่ไม่ห่างจากที่เรียนมากนัก

คราวนี้ไม่มีมอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะคู่กาย เพราะน้องหลงได้ยกให้เพื่อนไปแล้วตั้งแต่อยู่นครปฐม จนวันหนึ่งตำรวจได้โทรไปหาคุณแม่ที่ต่างจังหวัดจากการสืบสวนจากเลขทะเบียนที่คุณแม่เป็นเจ้าของรถ

ตำรวจสอบถามจากคุณแม่ว่ารถคันดังกล่าวเป็นของคุณแม่หรือไม่ เพราะตำรวจไม่ทราบว่าใครนำมาจอดทิ้งไว้นานแล้วในสภาพเสียหายทางตำรวจจึงเกรงว่าจะเป็นรถที่โดนขโมยมา

ในกรุงเทพฯ น้องหลงจึงมีรถเมล์และแท็กซี่เป็นยานพาหนะ

พ่อแม่ยอมตามใจ น้องหลงได้เรียนในสิ่งที่ชอบ เรื่องมันก็น่าจะราบรื่นแฮปปี้เอนดิ้ง น่าจะจบได้แล้ว คนดูเริ่มเบื่อแล้ว

แต่ยังไม่จบ

หนึ่งปีผ่านไป ผลการเรียนเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบ แต่น้องหลงกำลังจะย้ายมหาวิทยาลัยอีกครั้ง

คราวนี้น้องหลงไปลงเรียนคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

ด้วยเหตุผลว่าน้องหลงเป็นห่วงพ่อกับแม่

น้องหลงตั้งใจว่าเมื่อเรียนจบสาขาวิชานี้แล้ว น้องหลงจะกลับไปรับราชการที่บ้านต่างจังหวัด จะไปอยู่กับพ่อ-แม่เพื่อดูแลท่าน

ด้วยความช่วยเหลือของญาติผู้ใหญ่ซึ่งมีตำแหน่งใหญ่โตในแวดวงราชการท้องถิ่น ฝันของน้องหลงต้องเป็นไปได้อย่างแน่นอน น้องหลงมั่นใจ

น้องหลงเป็นคนคิดจริง-ทำจริง

คิดได้เช่นนั้นจึงไปดรอปการเรียนที่ม.จันทรเกษมเป็นที่เรียบร้อยด้วยตัวเอง(อีกแล้ว)

และนำเงินที่ทางบ้านส่งมาให้ไปลงเรียนที่ม.จันทรเกษมไปลงเรียนที่รามฯเรียบร้อย(อีกแล้ว) โดยไม่ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับพ่อหรือแม่ เหตุผลเพราะน้องหลงคิดว่าเจตนาดีของตนต้องถูกคัดค้านอย่างแน่นอนหากนำเรื่องไปปรึกษา

“พ่อคงไม่เห็นด้วย พ่ออยากให้หลงทำตามฝัน แต่หลงห่วงพ่อ หลงอยากรับราชการจะได้มีสวัสดิการดีๆ ไว้คอยดูแลพ่อแม่”

“แล้วเรื่องดนตรีล่ะ” ผมถาม

“ถ้าเรียนไหว หลงจะลงเรียนไปพร้อมกัน หรือ เอาไว้หลงจบราม ค่อยไปเรียนดนตรีต่อก็ได้ หลงเป็นห่วงพ่อมากกว่า”

เราควรเรียนรู้จาก แม่น้ำ

ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอม ดอกไม้ หรือ สิ่งปฎิกูลที่เราเทหรือทิ้งลงไปในน้ำ

แม่น้ำกับรองรับเอาไว้ทั้งนั้น

ถ้าพ่อแม่เป็นแม่น้ำสำหรับลูก

และลูกก็เป็นปลาที่ต้องพึ่งพาอาศัยอยู่ในน้ำ

ปลาที่ไม่ว่าจะอึ-ฉี่ใส่แม่น้ำอย่างไร แม่น้ำก็รองรับเอาไว้

แต่ถ้าวันหนึ่งแม่น้ำที่รองรับแต่ของเสีย แม่น้ำก็จะเน่าเหม็น

และปลาก็จะตาย

ความรักที่แท้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความเข้าใจ หากปราศจากความเข้าใจ ก็ไม่ใช่ความรักที่แท้

...

ลองทายดูว่าน้องหลงเป็นผู้หญิง หรือ ผู้ชาย

และคุณคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร