หลังจากที่ได้จิกกัดชาวบ้านด้วยความรำคาญ จนหวุดหวิดจะต้องจูงมือพวกร้อนตัวบางคนไปออกรายการมองต่างมุมของคุณสรยุทธ์ซะแล้ว เอ่อ..แกจะจริงจังไปทำไมเนี่ย แกไม่ได้ทำก็อย่าร้อนตัวดิ๊ ดัดจริตจะมารักสถาบันซะงั้น จะปฎิเสธว่าไอ้ที่เขียนไปเนี่ย ไม่มีจริงเลย ว่างั้น อี๋... แหยะ..
เอ็นทรี่นี้ ผมขอกระชากอารมณ์ด้วยเรื่องไม่ตลก ไม่มีจิกกัด
เพราะงั้นใครที่ออกแนวจะมาเพื่อขำขัน กรุณารีบๆ คลิ๊กออกไปเลย..
ให้ไว อย่ามาทำหน้ามึน เอ็นทรี่นี้ปัญญาชนเขาจะคุยกัน
เอ่อ..คุณป้าร้อนตัวครับ เรื่องนี้ไม่มีแอร์นะครับ ไม่ต้องมาดัดจริตเอาถ้วยแถวนี้
เอ็นทรี่นี้ จะเล่าเรื่องนักธุรกิจชาวจีนที่ประสบความสำเร็จมากๆ คนหนึ่ง
ที่เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เพราะอยากให้คนอ่าน (ก็พวกแกนั่นแหละ
) เกิดเป็นแรงบันดาลใจ เข้าใจว่าเมื่อเห็นหน้านายกคนใหม่แล้วอาจจะอยากฆ่าตัวตาย หรือหนีออกนอกประเทศ อย่าครับ อย่าเพิ่งหมดหวัง ชีวิตมันไม่สิ้นหวัง ออกแนวลำเค็ญขนาดนั้น (เอาไว้โผรัฐมนตรีออกก่อนค่อยเจอกันที่สุวรรณภูมิ
)
ชายคนนี้ชื่อ “แจ็ค มา” (เชี่ย.. หน้าแมร่งเหมือนอีทักกี้หว่ะ)
เขาเป็นนักธุรกิจชาวจีนผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Alibaba.com
เว็บไซต์ที่มีมูลค่ากว่า 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ
เขาต่างจากนักธุรกิจชาวจีนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเว็บไซต์ก็ตรงที่
เขาไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยเลยสักนิด
แจ็คเติบโตมาในวัฒนธรรมสังคมนิยมแบบจีน แต่เขาก็ไม่ได้หยุดที่จะหาความรู้ให้กับตัวเอง
ตอนที่จีนเปิดประเทศ เขาก็ฉับไว จับกระแส เปิดเว็บไซต์ Alibaba จนกลายเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และยังเป็นเว็บไซต์ที่บริษัทอเมริกันและยุโรปใช้บริการติดต่อซื้อขายกับบริษัทชาวจีนมากที่สุด
Alibaba ทำกำไรได้มากถึง 39 ล้านเหรียญสหรัฐ
จากรายได้รวม 129 ล้านเหรียญสหรัฐในครึ่งปีแรกของปี 2007
แต่แจ็คก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เขายังเอา Alibaba เข้าร่วมกับเสิร์ชเอ็นจิ้นอย่าง Yahoo และเข้าร่วมกับเว็บประมูลอย่าง Taobao
ทำให้ตอนนี้ Alibaba มีขนาดใหญ่กว่า eBay ในจีนเสียอีก โอ้ว...ว้าว ^o^
ตอนอายุ 12 ปี แจ็คเริ่มมีความสนใจในภาษาอังกฤษ ทั้งที่ตอนนั้นจีนยังอยู่ในระบอบสังคมนิยมอยู่เลย
“ผมปั่นจักรยานไปโรงแรมที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองฮังซู ทุกเช้า ไม่ว่าฝนจะตกหรือหิมะจะตกหนักสักเท่าไร
ผมต้องใช้เวลากว่า 40 นาทีในการปั่นจักรยานระยะทางไกลกว่า 100 ไมล์เข้าไปในเมือง
ตอนนั้นจีนเพิ่งจะเริ่มเปิดประเทศ มีนักท่องเที่ยวมากมายต่างหลั่งไหลมาเยี่ยมชมที่นั่น”
ที่นั่น เขาใช้เวลาหมดไปกับการเป็นไกด์พานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อแลกกับโอกาสในการฝึกใช้ภาษาอังกฤษ
“ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผมทำแบบนั้นทุกๆ วัน มันได้เปลี่ยนผม จากชาวจีนคนหนึ่ง ไปเป็นคนที่มีความเป็นโลกาภิวัฒน์มากกว่าชาวจีนส่วนใหญ่
มันเป็นสิ่งที่ผมได้รับการเรียนรู้จากนักท่องเที่ยวเหล่านั้น
มันแตกต่างจากในตำราที่เรา 'เรียน' กันในห้องเรียน และมันก็ต่างจากสิ่งที่ครูเคย 'สอน' เรา”
แจ็คเริ่มจะมองสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปก็ตอนปี 1979 เมื่อเขาได้เดินทางออกสู่โลกกว้าง
“ตอนนั้นผมได้พบกับครอบครัวชาวออสเตรเลีย เขาเดินทางมาพร้อมกับลูกๆ อีก 2 คน
เราใช้เวลาด้วยกันอยู่ 3 วัน จนกระทั่งเขากลับไป
เราก็ยังติดต่อหากันผ่านทางจดหมาย พอปี 1985
พวกเขาก็ชวนให้ผมไปเยี่ยมเขาที่ออสเตรเลียในช่วงซัมเมอร์ฤดูร้อน
ผมก็ตัดสินใจเดินทางไปพบพวกเขาในเดือน กรกฎาคม
ตลอดระยะเวลา 31 วันที่ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น มันเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิตของผม
ก่อนที่ผมจะมีโอกาสออกนอกประเทศจีน ผมมักจะถูกสั่งสอนว่า
จีนเป็นชาติที่รวยที่สุด เป็นชาติที่มีความสุขมากที่สุดในโลก
แต่พอผมเดินทางมาถึงออสเตรเลีย ผมก็คิดว่า 'พระเจ้า! นี่มันอะไรกันเนี่ย?' ทุกอย่างมันช่างแตกต่างจากสิ่งที่พวกเขาบอกสอนผมมา
มันทำให้ผมก็เริ่มมองอะไรแตกต่างออกไป”
หลังจากนั้นเขาก็กลับมาเรียนต่อในประเทศจีนจนจบการศึกษา
เขาได้รับเลือกให้เป็นอาจาร์ยสอนในมหาวิทยาลัย
“ผมมีรายได้จากการเป็นครูประมาณ 12-15 เหรียญสหรัฐต่อเดือน
แต่ผมก็หวังเอาไว้ว่า เมื่อมีโอกาส ผมจะทำธุรกิจทางด้านโรงแรม หรือ ธุรกิจอะไรก็ได้ ผมแค่อยากจะลองทำธุรกิจของตัวเองดูสักครั้ง”
และเส้นทางการทำธุรกิจของเขาก็เริ่มต้นขึ้นในปี 1992 ตอนที่สภาวะทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มเติบโต
“ผมไปสมัครงานหลายแห่ง แต่พวกเขาก็ไม่รับผมเข้าทำงานสักที่” เขาหัวเราะให้กับเหตุการณ์ในตอนนั้น “ตอนนั้นผมก็เลยตัดสินใจไปทำงานเป็นเลขาให้กับผู้จัดการทั่วไปของเคเอฟซี”
และโชคชะตาก็ชักนำให้แจ็คได้รู้จักกับอินเตอร์เนตในปี 1995
“ผมเดินทางไปซีแอตเทิ้ลกับนักธุรกิจชาวจีน เพื่อทำหน้าที่เป็นล่ามให้กับพวกเขา
เพื่อนก็แนะนำให้ผมใช้อินเตอร์เนต มันน่าตลกนะ
ผมรู้จักอินเตอร์เนตเพราะผมแค่อยากจะลองเสิร์ชหาคำว่า “เบียร์” ในยาฮู
แต่นั่นก็ทำให้ผมได้รู้ว่า ไม่มีข้อมูลของจีนในอินเตอร์เนตเลย
ความคิดของผมมันก็แล่นว่า 'เฮ้! ทำไมเราไม่ทำเว็บไซต์ที่มีข้อมูลของจีนกันล่ะ'”
“ผมเริ่มขอยืมเงินจากที่ต่างๆ เพื่อนำมาเป็นเงินทุนสำหรับการตั้งบริษัท
ตอนนั้นผมรวบรวมมาได้สัก 2,000เหรียญสหรัฐ ให้ตายสิ! ผมทำบริษัทเกี่ยวกับอินเตอร์เนตทั้งๆ ที่ผมไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เลยเนี่ยนะ” เขายิ้ม “ส่งอีเมล์ผมก็ทำไม่เป็น ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยสัมผัสแป้นคีย์บอร์ดเลย คุณรู้ไหมล่ะ”
นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ใครๆ ต่างเรียกเขาในตอนนั้นว่า นักธุรกิจตาบอดผู้ขี่เสือตาบอด
คู่ต่อสู้ทางธุรกิจที่ขับเคี่ยวกันมาตลอดระยะเวลา 1 ปีในตอนนั้นก็คือ ไชน่า เทเลคอม หลังจากนั้นไม่นานผู้จัดการทั่วไปของไชน่า เทเลคอมก็เสนอเงินลงทุนให้กับ แจ็ค มา จำนวน 185,000 เหรียญสหรัฐสำหรับการยุบรวมบริษัทของเขาเข้ากับไชน่า เทเลคอม
“มันเป็นข้อเสนอที่น่ายั่วยวนมาก มันเป็นเงินก้อนโตที่สุดในชีวิตที่ผมเคยเห็น”
----------------------------------------------------------------------------------------
พักโฆษณา..
ระหว่างโฆษณาเปลี่ยนช่อง ดูละครกันดีกว่า
หมักกับแม้วศรีแฟนสาว กำลังยืนจังก้าอยู่หน้ารัฐสภาผีสิง
จู่ๆ หน้าต่างบานเกล็ดแบบเก่าบานหนึ่งซึ่งอยู่ชั้นบนของตัวตึกได้เปิดออกทีละน้อย
แม้วศรีสะดุ้งเฮือก เมื่อแลเห็นตรีนข้างหนึ่งโผล่พ้นขอบหน้าต่าง หน้าแข้งเต็มไปด้วยขนหยุบหยับ ดูแล้วไม่น่าจะใช่สมาชิกสภาผู้แทนพรรคใด
"กรี๊ดๆๆๆ ที่รัก ดูนั่นสิค่ะ" แม้วศรีร้องเสียงสั่น หน้าซีดเผือด "กลางวันแสกๆ แบบนี้มันยังหลอกเรา"
หมัก หันส่งสายตาเอื้ออาทรก่อนจะถามว่า
"เมิงเป็นเ-ี้ยอะไร... จะแหกปากร้องหาส้นตรีนอะไร ไป! ขึ้นไปดูข้างบน ว่าคนหรือผี"
ม้วศรีทำท่าเหมือนจะเป็นลม ไม่ใช่เพราะกลัวผี แต่เป็นเพราะแม้วศรียืนอยู่ใต้รักแร้ของหมักสุดที่รัก อ้า..กลิ่นมาดามหอมชื่นใจ เธอกลืนน้ำลายสามสี่ครั้งติดๆ กัน แทบพูดไม่เป็นภาษามนุษย์
"จะขึ้นไปจริงหรือค่ะ"
หมักหันมามองหน้าอย่างเบื่อหน่าย "ทำไมเมิงต้องทำท่าเหมือนจะเป็นลมด้วย
ทำไมต้องกลืนน้ำลายสามสี่ครั้งติดๆ กัน แล้วทำไมต้องพูดไม่เป็นภาษามนุษย์ มันฟังไม่รู้เรื่องเว้ย!!"
ยังไม่ทันจะพูดจบ แม้วศรีสะดุ้งโหยงส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโร
"ดูนั่นสิเคอะ มันเปิดหน้าต่างอีกบานแล้ว มันชูตรีนขึ้นมาอีกข้างด้วย โว้วๆๆๆ ดูเหมือนมันกำลังจะโหวตให้คุณได้เป็นนายกนะค่ะ อุ๊ย..น่ากลั๊ว น่ากลัว"
เปลี่ยนช่องไปดูอะไรที่มันประเทืองปัญญามากกว่านี้ดีกว่าครับ
(ขอแสดงความยินดีและสมน้ำหน้าครับ ในที่สุดเราก็ได้นายกคนใหม่แล้ว)
------------------------------------------------------------------------------------------
แต่น่าเสียดายที่การทำงานภายใต้คณะกรรมการจำนวน 5 คนของ ไชน่า เทเลคอม ทำให้การทำงานของแจ็ค มาไม่ราบรื่นนัก เขาบอกว่ามันเหมือนช้างกับมด ข้อเสนอต่างๆ
ในการทำงานของเขามักจะถูกคณะกรรมการปฎิเสธเสมอๆ
“ผมเลยตัดสินใจเดินทางกลับปักกิ่ง เพื่อช่วยรัฐบาลใหม่โปรโมทเรื่องอีคอมเมิร์ซ”
และนั่นก็เป็นการเริ่มต้นความฝันครั้งใหม่ของเขา แต่ว่าครั้งนี้มันยิ่งใหญ่กว่าเดิม
“ผมรวบรวมคน 18 คนให้ไปนั่งฟังผมพูดถึงทัศนะของผมที่มีต่ออีคอมเมิรซ์
ผมพยายามหว่านล้อมพวกเขาเป็นเวลากว่า 2 ชม.” แจ็คทำท่าชู 2 นิ้วประกอบ “สุดท้ายทุกคนก็ยอมควักกระเป๋าเอาเงินมากองรวมกันบนโต๊ะ
พวกเราช่วยกันนับเงิน เรานับรวมกันได้ 60,000 เหรียญสหรัฐ สำหรับการก่อตั้ง Alibaba บริษัทที่ผมต้องการจะให้เป็นบริษัทสากล ผมเลยต้องการชื่อที่มันเป็นสากล
อ่านง่าย ออกเสียงง่าย Alibaba มันก็อ่านง่ายดีนะ ผมนึกถึงนิทาน 1,001 ราตรีน่ะ
ที่อาลีบาบาต้องเสกคาถาว่า --เซซามี ประตูจงเปิด-- แล้วเขาก็พบกับขุมสมบัติด้านใน”
แต่การที่จะทำธุรกิจด้วยเงินทุนเริ่มต้นเพียง 60,000 มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอ่ะนะ
“เหตุผลที่ทำให้ผมรอดมาได้ ทั้งๆ ที่ผมก็ไม่ได้มีเงินทุนมากมาย ไม่มีเทคโนโลยี
และไม่มีแผนการใดๆ ทั้งสิ้น ก็คือการรู้จักใช้เงิน เงินทุกบาททุกสตางค์จะต้องถูกใช้อย่างระมัดระวัง”
เขาประหยัดเงินด้วยการใช้ห้องพักของตัวเองในอพาร์ทเม้นท์เปิดเป็นสำนักงานของ Alibaba
“กว่าเราจะได้ขยับขยายที่ทำงานของเรา ก็ตอนที่เราได้รับเงินทุนเพิ่มจาก
โกล์ดแมน ซาชซ์ ในปี 1999 และซอฟท์แบงค์ คอร์ปปอเรชั่น ในปี 2000”
หลังจากนั้นสำนักงาน Alibaba ก็ไม่เคยย้ายออกไปไหนไกลกว่าอาณาเขตของประเทศจีนอีกเลย
“ผมมีความเชื่อในชัยชนะแห่งวิถีการทำธุรกิจแบบท้องถิ่นที่มีแนวความคิดแบบสากล
เราออกแบบธุรกิจในแบบของเราเอง เราต้องการที่จะช่วยบริษัทขนาดกลางขนาดเล็กให้มีรายได้ เราไม่เคยลอกแนวทางการทำธุรกิจมาจากต่างชาติ เหมือนกับที่บริษัทอื่นๆในจีนชอบทำกัน เราให้ความสำคัญกับคุณภาพของเรา มันจะต้องง่ายแค่ คลิ๊กแล้วก็ได้ข้อมูล”
เห็นแบบนี้ เขาก็มักจะเรียกตัวเองและทีมงานว่า อาลีบาบา 1,001 ความผิดพลาด
“เราเติบโตเร็วเกินไป เราขยายมันไปอย่างรวดเร็วเหมือนฟองสบู่แตก
เราต้องเลย์ออฟพนักงานออก ตอนปี 2002 เรามีเงินสดเหลือที่จะใช้ต่อไปอีกแค่ 18 เดือน!! ตอนนั้นเรามีแต่รายชื่อคนจำนวนมหาศาลที่ลงทะเบียนใช้เว็บไซต์ของเราแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยที่เราก็ไม่รู้ว่าจะจัดการยังไงกับรายชื่อเหล่านี้ดี โชคดีที่เราได้คิดพัฒนาระบบการเชื่อมโยงระหว่างผู้ส่งออกของจีนกับผู้สั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐเข้าด้วยกัน ระบบนี้ได้ช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้ สิ้นปี 2002 เราสามารถทำกำไรได้ถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ และเรายังคงพัฒนาระบบนี้ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เดี๋ยวนี้ Alibaba ยังคงสร้างผลกำไรให้กับเรามาก”
“เราต้องรู้จักประมาณตน ค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเวลามาถึง ความสำเร็จก็จะเข้ามาหาเราเอง ทั้งหมดอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสถาวะตลาดที่แข็งแรง การบริหารจัดการที่เข้มแข็ง
ทุกวันนี้เราได้รับความสนใจจากทั่วโลก”
นั่นคือบทเรียนที่เขาได้รับ หลังจากผ่านคืนวันอันผิดพลาดของ Alibaba
สำหรับเส้นทางสู่อนาคตสำหรับแจ็คหลังจากนี้
“ผมต้องการจะพัฒนาระบบอีคอมเมิรซ์ให้มันสะดวกยิ่งขึ้น เราอยากให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมทุกอย่างผ่านเว็บไซต์ของเราได้
เราถึงได้เข้าร่วมกับเสิร์ชเอ็นจิ้นอย่างยาฮู และมีระบบการประมูลผ่านอินเตอร์เนต
ผมอยากให้ชาวจีนมีงานทำ พัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของเรา
สร้างตลาดบนอินเตอร์เนตให้มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก”
ผมถามเขาว่า อะไรทำให้เขาเดินมาถึงจุดนี้ได้
“ผมเป็นคนที่ค่อนข้างพิถีพิถัน เจ้าระเบียบ สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตการทำงานของผมก็คือ ผมต้องการนำพาผู้คนและจีนไปสู่การพัฒนา สำหรับชีวิตส่วนตัวผม ผมมีความสุขและค่อนข้างผ่อนคลายเพราะผมคิดว่าผมได้เดินทางมาถึงที่สุดแล้ว”
เป็นไงครับ อ่านแล้วอยากให้เป็นแรงบันดาลใจนะ (ย้ำบ่อยจริงเว้ย)
ผมรู้ว่าทุกอย่างมันได้มาไม่ง่าย แต่มันก็ไม่ยากเกินความพยายามของคนๆ หนึ่งหรอก
อย่ามามัวเอาหัวตากแดดตากแอร์ ชีวิตทื่อๆ ไม่มีสีสัน ไร้ฝัน ไร้จุดหมาย แบบเด็กเปรตไปวันๆ
อย่างน้อยถ้าแจ็ค มาทำได้ น้องก็ต้องทำได้ แค่ลงมือทำ แล้วก็ทำให้มันดีแค่นั้นแหละ
“รู้แล้วหรือยัง ว่าเราอยากได้อะไร รู้แล้วก็คงได้ในไม่ช้า” (โห..คมเว้ย ลอกเพลงพี่เต๋อมาทั้งดุ้น)
แล้วจะเอามาเล่าให้ฟังอีก (ถ้าอยากอ่านกัน)
โดย "ด้วยความกระแดะ"
ตีพิมพ์ครั้งแรกที่นี่ ตีพิมพ์ครั้งต่อไปในนิตยสาร Flow ฉบับเดือนพ.ค. 51 (สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำไปเผยแพร่)