TREND

 

อีกไม่กี่วันก็จะเป็นเดือนสุดท้ายของปีนี้แล้ว ก็หมายความว่าวันเวลากำลังจะเขี่ยปีพ.ศ. 2550 ทิ้งไปเพื่อที่จะต้อนรับปีพ.ศ.ใหม่ 2551 ในอีกไม่กี่วัน

ปีนี้มีรูปแบบ วิธีทำการตลาด หรือ trends ของการตลาดที่หลากหลาย และก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปีหน้ามันหลากหลายและดุเดือดยิ่งกว่า เรามี 8 trends การตลาดของโลกที่คิดว่าปีหน้ามันมาหลอกเงินเอาเงินในกระเป๋าผู้บริโภคอย่างเราๆ แน่ๆ

1. บ่งบอกความเป็นคุณ :

http://www.carvariety.com/Web_2006/news/audinews001/002.jpg
(http://www.carvariety.com/Web_2006/news/audinews001/002.jpg)

ฟังดูเชยๆ แต่แบรนด์ทุกวันนี้มักจะมีภาพพจน์ที่บ่งบอกว่าผู้บริโภคแบรนด์นั้นๆ เป็นคนอย่างไร เจ๋ง หรูหรา ทันสมัย อนุรักษ์นิยม ช่างคิด สร้างสรรค์ อันที่จริงมันก็เป็นวิธีการตลาดเดิมๆ ที่เราเคยเห็นกันมาแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่เชื่อเหอะว่ามันก็เหมือนแฟชั่นนั่นแหละ ที่ปีหน้าก็คงจะได้เห็นกันอีกแน่นอน เพราะอะไร ก็เพราะมันได้ผลอ่ะดิ โด่ว..ถามได้

 



2. PREMIUM :

http://www.evian.com/us/wallpaper/wallpaper8_1024.jpg
(http://www.evian.com/us/wallpaper/wallpaper8_1024.jpg)

หวังว่าความหมายของคำๆ นี้คงจะพอให้คุณให้ภาพได้บ้างนะ

อะไรนะ..ไม่เลยเหรอ

อืมม์.. เอางี้ premium เป็นอะไรที่พิเศษ พิเศษจริงๆ พิเศษมากๆ ไม่โหล ไม่บ้าน ไม่เบ ไม่ mass เป็นอะไรที่ limited edition

ความจริง premium trend มันก็ออกหน่อแตกกอมาจาก การทำตลาดที่พยายามจะให้ภาพลักษณ์สินค้าบ่งบอกความเป็นตัวของผู้ใช้นั่นแหละ แต่มันทำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก เราจะยกตัวอย่าง

ถ้าคุณเป็นคนดื่มน้ำแร่ eviant ด้วยภาพของสินค้า ขณะที่คุณถือน้ำยี่ห้อนี้ มันจะบอกกับคนอื่นๆ ว่าคุณเป็นคนใส่ใจในสุขภาพ มีดีไซน์ หรูหรา ไม่โหล ฯลฯ แต่นั่นคือ eviant ธรรมดา

ทีนี้ถ้าคุณถือขวด eviant แบบ limited edition ที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนจำกัดล่ะ โหย..มันก็ยิ่งขับเน้นภาพลักษณ์ของคุณมากขึ้นไปอีก และแน่นอนว่าภาพลักษณ์นั้นมันมีราคาที่ต้องจ่ายมากขึ้น


3. SNACK CULTURE

http://www.dollsthailand.com/images/BK014.jpg
(http://www.dollsthailand.com/images/BK014.jpg)

มันจะเป็นแนวทางการทำการตลาดที่ไม่ยั่งยืน มาแล้วก็ไป

อืมม์..ก็จริงอยู่นะว่าอะไรๆ มันก็ไม่ยั่งยืน

แต่รูปแบบของ SNACK CULTURE มันจะเป็นอะไรที่เหมือนเป็นปรากฏการณ์ของแบรนด์นั้นๆ เป็นรูปแบบการบริการแบบเฉพาะกิจ

คงพอจะเห็นภาพแล้วนะว่ารูปแบบนี้จะใช้ช่วงเวลาสั้นๆ
แค่ระยะเวลาหนึ่งเป็นตัวกำหนด เป็นฤดูกาล

ใช่เลย! แบบช่วงปีใหม่ บริการจัดกระเช้าสินค้า หรือ สปอนเซอร์สักรายจัดกิจกรรมทางการตลาดเกี่ยวกับคอนเสิร์ตที่ตนสนับสนุน



4. online ทุกลมหายใจ

http://www.jennessa.net/img/jennessablog/jen.gif
(http://www.jennessa.net/img/jennessablog/jen.gif)

ทำไงได้ก็ในเมื่อชีวิตทุกวันนี้มันผูกติดกับความเป็นดิจิตอล ออนไลน์ อินเตอร์เนต วิธีทางการตลาดก็ต้องปรับตัวไปตามรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภค

ดูใกล้ตัว อย่างบลอกนี่ไง

ในเมืองนอกฮิตกันระเบิดระเบ้อไปแล้ว มีการนำไปใช้ในทางการตลาดอย่างเอิกเริก ทั้ง myspace facebook
รวมถึง youtube แม้จะไม่ใช่บลอกแต่มันกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดไปแล้ว

ลับมาที่บลอกบ้านเรา ที่ฮิตก็มีกันแต่ 2-3 แห่ง (รวมที่นี่) เองมั้ง
และคาดว่าเร็วๆ นี้ทางสินค้าต่างๆ ก็คงเริ่มที่จะเจียดงบโฆษณามาให้กับเหล่าบลอกเกอร์

ได้ยินว่าสินค้าบางตัวได้เริ่มทำมาบ้างแล้วในการให้สินค้ากับเจ้าของบลอกได้ทดลองใช้ฟรีๆ
เท่านี้ก็จะได้การตลาดแบบ ปากต่อปาก buzz จากเจ้าของบลอกแนะนำต่อๆ กันไป
(แนะนำหนัง ก็ได้ดูหนังฟรี อะไรเงี้ย..)

 


5. รักษ์โลก

http://www.best-trade-car.com/blogpics/toyota-prius1.jpg
(http://www.best-trade-car.com/blogpics/toyota-prius1.jpg)

แฮ่ม..อันนี้แหละ ที่ตอนนี้กำลังฮิตกันอยู่เลย
สินค้าส่วนใหญ่อยากจะช่วยโลกลดความร้อนกันทั้งนั้น มันเป็นสิ่งที่ดี และมันก็ยังจะเป็นแรงเหวี่ยงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าแน่นอน

รถหลายๆ ยี่ห้อเริ่มพัฒนารถที่สามารถใช้ได้กับแหล่งพลังงานใหม่ๆ (การลดการใช้น้ำมัน นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว มันยังช่วยโลกได้อีกด้วยนะ
ลืมกันหรือยังว่าน้ำมันก็มีวันหมดไปจากโลก แต่น้ำใจอ่ะไม่มีวันหมด กริ๊ววว)

พูดถึงน้ำมัน ถ้าเราเลิกใช้กันได้ก็คงดีเนอะ ทุกวันนี้หมั่นไส้พวกกลุ่มโอเปคกันมากเลย ไมเราต้องไปอยู่ในอุ้งมือมันด้วยเนี่ย

นอกเรื่องไปแล้ว.. กลับมาที่บ้านเรา คาดว่าในปีหน้ากระทรวงพลังงานอาจจะมีน้ำมันที่คล้ายๆ โซฮอลล์ออกมาให้ใช้ ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ถึงลิตรละ 5 บาท



6. ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

จะมามัวทุ่มงบ ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเปะปะ เรื่อยเจื้อยให้กับผู้บริโภคที่มองไม่เห็น นึกภาพไม่ออกอยู่ทำไม มันเปลือง ในเมื่อเดี๋ยวนี้ผู้บริโภคต่างมองหาอะไรต่อมิอะไรแตกต่างกันไปแบบเฉพาะบุคคล แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องการแน่ๆ คือ ความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา

ทางหนึ่งที่ทำได้คือออกเป็นแคมเปญออกมา?
คิดว่าวิธีนี้ดีแล้วหรือยัง
มันจะมีวิธีที่ฉลาดมากกว่านี้มั้ย ที่จะแสดงจุดยืนในแบรนด์ของตน

นึกภาพว่าถ้ามีผ้าอ้อมสำหรับเด็กยี่ห้อหนึ่งไปจัดงาน อีเว้นท์เล็กๆ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อแสดงประสิทธิภาพของผ้าอ้อมของตน

สิ่งที่ได้ตามมาคือ จุดยืนที่ว่า ผ้าอ้อมยี่ห้อนี้มีภาพพจน์ที่แตกต่าง แน่นอน
เพราะไม่ใช่คนทั่วไปที่จะไปเดินเล่นที่สนามบิน
มันบ่งบอกถึงฐานะ

ผ้าอ้อมที่จะช่วยให้คุณแม่เบาใจได้ว่าไม่ต้องยุ่งยากกับการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกอีกเลยในตลอดเวลาระหว่างการเดินทาง
นี่คือจุดยืน..

และอื่นๆ.. ที่เราว่าคุณที่อ่านอยู่ก็คงจะคิดออกแล้วล่ะ ว่าผลที่ออกมา มันดีกว่าทุ่มเงินทำแคมเปญเป็นไหนๆ เริ่มจากความคิดที่ตลกๆ ผ้าอ้อมกับสนามบินนี่แหละ 55

7. หล่อเลือกได้

ล้อเล่นนะ การตลาดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับคนหล่อเลยแม้แต่น้อย มันเกี่ยวกับอะไรก็ตามที่ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ หากคิดว่าเหมาะสมกับตัวมากกว่า

ว่ากันว่าเมื่อนานมาแล้วกระทั่งถึงตอนนี้เราอยู่ในยุคของ generation c
C ที่มาจาก content
ในอีกความหมายหนึ่ง หมายถึง ข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นในโลกไซเบอร์ ทั้งภาพ เสียง ภาพยนตร์ บลอก เพลง

ข้อมูลเหล่ามีนี้มีคนอัพโหลดขึ้นอย่างทะลักทะล้นในทุกเสี้ยววินาที
ตัวผู้บริโภคจะเป็นคนเลือกเองว่าจะรับ content อันไหน

ขอบคุณมั่กๆ ที่เลือกที่อ่านอยู่นี้
บอกได้เลยว่า คุณเป็นคนฉลาด มีรสนิยม ฮ่าาาา..

เอากันให้เห็นชัดๆ ในเรื่องของสินค้า คงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วนะว่า เราสามารถสั่งทำรองเท้าไนกี้ได้ผ่านทางเว็บไซต์ของไนกี้

วิธีการเดิมๆ กับการใช้เครื่องมือใหม่ๆ ใช่แล้วเราหมายถึงใช้ระบบ internet ให้เป็นประโยชน์นั่นเอง

8. มหาชนเป็นตัวกำหนด

http://ebook.truelife.com/news_file/Image/af4_cover.jpg
(http://ebook.truelife.com/news_file/Image/af4_cover.jpg)

กลุ่มนักร้อง AF เป็นตัวอย่างได้ดีมากๆ ในหัวข้อนี้

แม้ในความเห็นของเราอยากจะบอกว่าความสามารถในการร้องเพลงของ AF บางคนมันห่วยบรม ไม่น่าจะได้ออกเทปเลยก็เหอะ

แต่นี่คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า อะไรที่ผู้บริโภคพอใจ มันก็ออกมาเป็นสินค้าได้ทั้งนั้น
ถามว่าถ้าเป็นสมัยก่อน คนเหล่านี้ (หมายถึงตัว AF บางคน) จะมีโอกาสได้ออกเทป หรือ มาทำหน้าแป้นแล้นอยู่หน้าสื่อที่เราเห็นอย่างทุกวันนี้มั้ย
ไม่แคล้วโดนค่ายดองเอาไว้ คุณว่ามั้ยล่ะ

แต่วันนี้ พวกเขาทำได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสามารถ และส่วนใหญ่เป็นเพราะพลังมหาชนเป็นตัวกำหนด

ถ้าเทียบว่า AF เป็นสินค้าอย่างหนึ่ง นั่นก็หมายถึงว่า มันจะเป็นอะไรก็ได้ ไม้จิ้มฟัน ยัน เรือรบ




นอกเหนือจาก 8 trends นี้ มันยังมี sub trends ที่ยิบย่อยลงไปในแต่ละ trend เอาไว้จะมาเล่าให้ฟัง


อยากให้คอมเมนท์กันด้วยว่า เนื้อหาสาระ และวิธีการเขียนที่ใช้นำเสนอเป็นอย่างไรบ้าง เพราะในที่นี้ทำให้มันอ่านได้ง่ายขึ้นกว่าที่เขียนลงในนิตยสาร Thai Commerce ที่มองว่าคนอ่านเป็นผู้ใหญ่ จำต้องเขียนให้จริงจังกว่า

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็คิดว่า ภาษา มันสร้างความรำคาญในการรับสารหรือเปล่า เอาแต่เนื้อมาเลยไม่ต้องมามุข อะไรอย่างเนี้ย..



ตั้งชื่อเชยๆ เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ใน 8 trends ที่น่าจับตาในปีพ.ศ. 2551 ว่า
"บ่งบอกความเป็นคุณ"
เทรนด์ตัวนี้มันสามารถแตกแยกย่อยออกไปได้ถึง 7 แบบ
ตามรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างของพวกเรา
จะชอบทำกิจกรรมแบบไหน
ก็สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับกิจกรรมของพวกเราได้หมด

อ่ะ..งง งง งง ดิ
ม่ะ..จะยกตัวอย่างให้ดูว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหนได้บ้าง

1. บ่งบอกความเป็นคุณ :

http://www.carvariety.com/Web_2006/news/audinews001/002.jpg
(http://www.carvariety.com/Web_2006/news/audinews001/002.jpg)

ฟังดูเชยๆ แต่แบรนด์ทุกวันนี้มักจะมีภาพพจน์ที่บ่งบอกว่าผู้บริโภคแบรนด์นั้นๆ เป็นคนอย่างไร เจ๋ง หรูหรา ทันสมัย อนุรักษ์นิยม ช่างคิด สร้างสรรค์ อันที่จริงมันก็เป็นวิธีการตลาดเดิมๆ ที่เราเคยเห็นกันมาแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่เชื่อเหอะว่ามันก็เหมือนแฟชั่นนั่นแหละ ที่ปีหน้าก็คงจะได้เห็นกันอีกแน่นอน เพราะอะไร ก็เพราะมันได้ผลอ่ะดิ โด่ว..ถามได้



แบบ treadtional
จะเป็นลูกค้าชนชั้นกลางกลุ่มเดิมๆ ที่ยังชอบในแบรนด์

ก็นะ มันธรรมดา รักษาฐานลูกค้าเดิมๆ
มันมีต้นทุนต่ำกว่าการไปไล่ล่าหาลูกค้าใหม่ๆ กว่าเป็นไหนๆ
มันก็ต้องเอาใจคนกลุ่มเดิมๆ ไว้ก่อนแหละ


แล้วทำไมไม่เป็นกลุ่มรากหญ้าล่ะ
มีจำนวนมากกว่าชนชั้นกลางตั้งเยอะ

โด่ว..เพ่
รากหญ้า อ่ะ
ก็หาเช้ากินค่ำ
จะเอาเวลาไหนมาใส่ใจเรื่องบงแบรนด์
จริงป่ะ


เอาแค่ชนชั้นกลางที่มีอยู่ในประเทศ จีน รัสเซีย อเมริกาใต้ ตุรกี ไนจีเรีย เวียดนาม อินโดนีเซีย เมกซิโก และ บราซิล (เหล่านี้เป็นตลาดที่โลกกำลังให้ความสนใจ) ก็บานเบอะแล้ว

เฮ้ย..โมโหเว้ย มองข้ามไทยไปได้ไงฟ่ะ


ว่ากันว่าชนชาติเหล่านี้จะมีรายได้ต่อหัวเพิ่มมากขึ้น มั่งคั่ง กันมากขึ้น
ขยับจากชนชั้นกลาง กลายมาเป็นชนชั้นสูง
เป็นสาเหตุที่แบรนด์ให้ความสนใจคนเหล่านี้

ขอยกตัวอย่างเจ้าชาย อัลวาลีด บิน ตาลาล บิน อับดุลลาซิซ อัล-ซาล แห่ง ซาอุดิ อาระเบีย
(เฮ้อ..เหนื่อย
เจ้าชายชื่อย๊าวยาวเพค่ะ
)
ท่านจ่ายเงินไปแบบสิวๆ 320 ล้านดอลลาห์สหรัฐเพื่อซื้อเครื่องแอร์บัส 380 ไปใช้ส่วนตัว
(อ่ะ อึ้งๆๆ ดิ)


http://gizmodo.com/assets/resources/2007/11/saudiprince.gif

รวย รวยจริงๆ สร้างสนามบินส่วนตัวเลยมั้ยท่าน
ครับ.. ท่านจ่ายไปอีก 100+ ล้านดอลลาห์ เพื่อสร้างสนามบินส่วนตัว
เอิ้ก!...เอากะพ่อสิ จะรวยไปไหนเนี้ย..

ภายในมี 3 ห้องนอน, ห้องรับรองส่วนตัว, ห้องอาบน้ำ, สำนักงาน, ห้องอบไอน้ำ, ห้องออกกำลังกายพร้อมเครื่องออกกำลังกาย ทุกอย่างฟูลออพชั่น
(เอิ่ม..เรายืนยันนะว่าท่านเป็นชนชั้น ก..กลาง
)
นั่นแหละ
พอแอร์บัสเห็นเข้า ประกาศเลยว่า
หมู่เฮา!! ตั้งหน้าขายเครื่องบินให้กับเหล่าคนรวยวีไอพีเหล่านี้เต๊อะ

แบบชั่วคราว
แบบชั่วคราวนี้ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 ชม.

"โอ้ย..จะตลกไปไหนแก"

แบบชั่วคราวจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจผู้บริโภคเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ด้วยประสบการณ์ที่ได้สัมผัส
ประสบการณ์ที่ว่าอาจจะหมายถึงประสบการณ์สยิว

"อื้อหือ..ยังจะมาทะลึ่งบ้องทำตลกอีก"

ประสบการณ์จากความบันเทิงที่ได้รับ การผจญภัย หรืออะไรต่อมิอะไร เช่น ความประทับใจจากที่คุณได้รับการบริการจากบริษัทนำเที่ยวแบบสุดสวิงริงโก้ อันจ๊ะอันตรุย!?!!

"เที่ยวแบบไหนเนี้ย!!?.."

หรือจะเป็นเวลาที่คุณได้เข้าไปใช้บริการในสปาสุดหรู

"เคยไปกันบ้างมั้ยพวกแกน่ะ
อ๋อ..ชั้นเหรอ ไม่เคยหรอก
จนเฟ้ย!!"


แบบออนไลน์
ก็กำลังนั่งอ่านกันอยู่นี่ไงแก
มันเกี่ยวกับสังคมในโลกไซเบอร์เลยนะ
เราต้องการติดต่อกับใคร ใครต้องการติดต่อกับเรา พวกเราต่างก็สร้างความสัมพันธ์เหล่านี้ขึ้นมาทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นรูป, งานเขียน, วิดีโอ อัพมันขึ้นไป
แบ่งปันดู แบ่งกันดม เอ้ย ชม
ก็เม้นท์กันไป
สุดท้ายออนไลน์ก็จะกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาด
กรณีการโปรโมทหนังใน Pantip จะชัดเจนมาก
ยิ่งมีกระทู้ มากเท่าไร ก็ยิ่งกระตุ้นให้คนอยากดูมากขึ้น

แบบเป็นมิตรกับธรรมชาติ
ใครๆ ต่างก็พูดถึงวิกฤตโลกร้อน
ถ้าแบรนด์ทำให้เรารู้สึกว่าเราก็เป็นคนหนึ่งที่ใส่ใจในเรื่องนี้ และทำให้คนอื่นมองเห็นว่าเราก็หนึ่งในตองอูเหมือนกัน
มันก็เท่ห์ไม่เบา
ก็โชว์รักสิ่งแวดล้อมกันซะอย่างนั้น
อ่ะ..สมัยนี้ใครๆ ก็ต้องหนีบถุงผ้าไว้ใต้รักแร้กันหมดแล้ว

"เฮ้ย.. ที่ให้หนีบน่ะ ถุงผ้านะแก ไม่ใช่ผ้าถุง"

แบบผู้ให้
หรือพ่อบุญทุ่ม ลักษณะเหมือนคนหลีหญิงตอนเริ่มต้น
บ๊ะ..ทุ่มไม่อั้น พี่ให้หมด เต็มที่เลยน้อง

ความใจบุญ ในบ้านเราถือเป็นเรื่องธรรมดา
ถ้าใครเดือนร้อนคนไทยก็พร้อมจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เสมอ
แต่สำหรับการตลาดแล้ว บางทีการให้
การทำกุศล การบริจาค ก็เป็นวิธีทำการตลาดอย่างหนึ่งเหมือนกัน
"การตลาดเพื่อสังคม"

แบบมีส่วนร่วม
อันนี้ค่อนข้างใหม่ และใช้การได้ดีโดยเฉพาะกับวัยรุ่นมีสมองอย่างเราๆ ฮิ้ว....
เพราะการตลาดรูปแบบนี้จะให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมในตัวสินค้ามากที่สุด
อย่างเช่น build a bare ที่ให้คุณสามารถสร้างตุ๊กตาหมี เลือกเสื้อผ้า ได้เอง เซนทรัลลาดพร้าวมีนะลองไปเล่นดู

"อย่ามาถามว่าลาดพร้าวอยู่ไหน ปั๊ดตบคว่ำ"

แบบที่ใครจะรู้
คือมันเป็นงี้
การตลาดสมัยใหม่ สิ่งสำคัญคือการสร้างประสบการณ์ร่วมของแบรนด์กับผู้บริโภค เฉพาะฉะนั้นอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ระหว่างคุณ กับ แบรนด์ มันก็เลยยากที่เราจะจำกัดความ
สิ่งใหม่ๆ ก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นได้เสมอล่ะพ่อ

- end -

Entry นี้เหมาะจะตีพิมพ์ลงนิตยสารหรือเปล่า

ช่วยเม้นท์ให้คะแนนกันหน่อย

ถ้าคะแนนเสียงดี ค่อยเอาไปลงในคอลัมน์

เอาอีกแล้วครับพี่น้อง... ในระหว่างที่ทำการค้นคว้าหาข้อมูลในการปิดต้นฉบับส่งเจ้านาย เราก็บังเอิญไปพบตัวเลขอันดับที่น่าสนใจเข้า ก็เอามาแปะในบล็อกในมิตรรักได้อ่านกัน

ตัวเลขที่ว่านั้น เป็นตัวเลขรายได้จากการขายสินค้าประเภทเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่เป็นแบรนด์เนม เน้นว่าเป็นแบรนด์เนมที่ทำการสำรวจโดยการซื้อที่ร้านแบรนด์เนมโดยเฉพาะนะ ไอ้ที่ไปซื้อแถวประตูน้ำ โบ๊เบ๊อ่ะไม่นับ

ชาติแรกที่แต่งตัวจัดในแถบเอเชีย หลับตานึกภาพก็คงจะรู้เลยว่าชาติไหน แต่เรายังไม่เฉลยหรอก

เริ่มต้นที่อันดับสุดท้ายดีกว่า
สิงค์โปร์ - USD 1.1 พันล้าน
บ้านใกล้เรือนเคียงนั่นเอง ที่นี่ไม่ค่อยนิยมแบรนด์เนมเพราะเสื้อผ้าแบรนด์ท้องถิ่นจะเป็นที่นิยมมากกว่า

ฟิลิปปินส์ - USD 1.5 พันล้าน
มาเลเซีย - USD 3 พันล้าน
ฮ่องกง - USD 3.8 พันล้าน
ไต้หวัน - USD 5.4 พันล้าน
อินโดนีเซีย - USD 7.1 พันล้าน
5 ประเทศนี้ก็มีฮ่องกงที่แต่งตัวจัดเหมือนกันแต่อันดับอยู่ท้ายๆ เพราะของปลอมค่อนข้างจะมาก

เกาหลีใต้ - $17.3 billion
จีน - $22.8 billion
อินเดีย - $23.1 billion
3 ประเทศนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่กำลังเติบโตในด้านเศรษฐกิจ เกาหลีมีรายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่รัฐส่งเสริม
จีนอันนี้ไม่ต้องพูดถึงเพราะถนนทุกสายสำหรับการลงทุนต่างมุ่งไปสู่จีน
อินเดีย เติบโตมากในเรื่องไอที
ประชาชน 3 ประเทศนี้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นก็มีเงินซื้อเสื้อผ้ามากขึ้น

ส่วนประเทศที่แต่งตัวจัดที่สุดในเอเชียมาแต่ไหนแต่ไรคือ ... คือ...
ญี่ปุ่น - $76.7 billion